บันทึกท่องโลก

บันทึกท่องโลก
เรื่องแอนตาร์กติกา : หนาวหน้าร้อน

เรื่องย่อ
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๖
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนขั้วโลกใต้ หรือแอนตาร์กติกา โดยเสด็จบริเวณถ้ำน้ำแข็งที่เกิดจากน้ำทะเลไหลกัดเซาะ ภายในถ้ำเป็นสีฟ้าเหมือนแก้วผลึกเจียระไน เพราะแสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามา ผนังถ้ำมีน้ำแข็งเกาะเป็นฝอยๆ เมื่อลูบจะเกิดเสียงกรุ่งกริ๋งเหมือนเสียงระฆังแก้ว ชิมดูมีรสเค็ม แต่หิมะเป็นน้ำจืดจึงมีรสเหมือนน้ำฝน
แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับมาที่ฐาน ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะน้ำแข็งจะดูสีฟ้าขุ่นและทึบแสงจึงบันทึกอยู่ในจิตใจ
การเขียนบันทึก
การเขียนบันทึกเป็นรูปแบบการเขียนอย่างหนึ่ง มีหลายลักษณะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่บันทึกมีทั้งแบบไม่เป็นทางการหรือกึ่งทางการ ดังต่อไปนี้
๑. การเขียนบันทึกขนาดสั้น มีลักษณะคล้ายจดหมายคือมีคำขึ้นต้น เนื้อเรื่อง คำลงท้าย และชื่อผู้เขียน เป็นการแจ้งข้อความสั้นๆ ให้ผู้ที่เราต้องการติดต่อทราบเรื่องโดยเร็วแบ่งออกเป็น
๑.๑ บันทึกข้อความจากโทรศัพท์
๑.๒ บันทึกติดต่อนัดหมาย
การบันทึกลักษณะนี้แม้จะมีใจความขนาดสั้นแต่ต้องชัดเจน ครบถ้วน
๒. บันทึกขนาดยาว เป็นการเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงสามารถแบ่งออกเป็นดังนี้
๒.๑ การเขียนบันทึกการเดินทาง เป็นเรื่องราวจากการเดินทางของผู้เขียนเพื่อถ่ายทอดแก่ผู้อ่านที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย จะบอกว่าเดินทางเมื่อใด ไปที่ใด ได้เห็นอะไร ได้พบใคร ประทับใจเรื่องใด
๒.๒ การเขียนบันทึกเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องประกอบด้วยเกิดอะไรขึ้นที่ใด อย่างไร เพราะเหตุใด
๒.๓ การเขียนเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้เขียนจะนำประสบการณ์ที่ประทับใจและเป็นอุทาหรห์เตือนใจสำหรับผู้อ่านบันทึก
๒.๔ การเขียนบันทึกประวัติชีวิต ผู้เขียนจะบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าประทับใจ หรือที่คิดว่ามีประโยชน์แก่ผู้อ่านบันทึก

การย่อความ

เรื่อง การย่อความ
คือ การเขียนจากการอ่านเก็บใจความสำคัญของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยตัดคำขยายต่างๆ ออกไปให้เหลือแต่ใจความสำคัญที่เราต้องการแล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนของผู้เขียนเอง และเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบของย่อความ
หลักการของย่อความ
๑.ต้องเขียนรูปแบบการขึ้นต้นย่อความให้ถูกต้อง
๒.ก่อนการย่อความต้องอ่านเรื่องที่จะย่อประมาณ ๑-๒ จบ ครั้งแรกอ่านสำรวจอย่างคร่าวๆ เพื่อให้รู้ว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงอะไร ใครทำอะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไร และผลเป็นอย่างไร จากนั้นจึงอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาใจความสำคัญของเรื่อง
๓.การย่อความต้องไม่มีการใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑ และบุรุษที่ ๒ แต่จะใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ เช่น เขา เธอ เป็นต้น
๔.การเขียนย่อความไม่ใช่อักษรย่อ หากมีคำราชาศัพท์ก็ต้องเขียนให้ถูกต้อง
๕.นำใจความสำคัญมาเขียนเรียบเรียงใหม่ เป็นการยกร่าง
๖.เมื่อเขียนยกร่างตามข้อ ๕ แล้วอ่านอีกครั้งหนึ่งและแก้ไขให้สมบูรณ์ โดยตัดข้อความหรือที่ซ้ำออก เพื่อให้เนื้อหาสั้นกระชับ และเชื่อมข้อความให้สัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นจนจบ
รูปแบบการย่อความ
รูปแบบคำขึ้นต้นในการย่อความ
๑.การย่อนิทาน
เรื่อง…………… จากหนังสือ………………….ผู้แต่ง………………….
ความว่า
(เนื้อเรื่องที่ย่อ)…………………………………………………………………………….
๒.การย่อปาฐกถา
ย่อปาฐกถาของ……………………แสดงแก่………………….ในโอกาส………………ที่………………
เมื่อวันที่…………………………..เวลา………………
ความว่า
(เนื้อเรื่องที่ย่อ)…………………………………………………………………………………..
๓.การย่อข่าว
ย่อข่าว เรื่อง……………………จาก………………..วันที่…..หน้า…………………
ความว่า
(เนื้อเรื่องที่ย่อ)…………………………………………………………………………
๔.การย่อบทความ
ย่อบทความ เรื่อง………………..ของ……………………. จาก……………………………
ความว่า
(เนื้อเรื่องที่ย่อ)………………………………………………………………………………
๕.การย่อประกาศ
ย่อประกาศของ………………..เรื่อง…………………….แด่……………………………..
ในโอกาส………………..เมื่อ (วัน เดือน ปี)……………………….
ความว่า
(เนื้อเรื่องที่ย่อ)………………………………………………………………………….

มารยาทการเขียนจดหมาย

มารยาทในการเขียนจดหมาย
สิ่งที่ปรากฏในจดหมายจะเป็นเครื่องแสดงถึงนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนที่จะมีผลต่อความรู้สึกของผู้รับด้วย ฉะนั้นเพื่อให้การสื่อสารทางจดหมายสัมฤทธิ์ผล และเกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ผู้เขียนจดหมายควรคำนึกถึงสิ่งต่อไปนี้ ๑. กระดาษที่เขียนจดหมาย ต้องสะอาดเรียบร้อย ถ้าเป็นสีควรใช้สีสุภาพและควรใช้กับบุคคลที่คุ้นเคยกันเท่านั้น ๒. ไม่ควรเขียนลวดลายหรือถ้อยคำที่ไม่จำเป็นลงบนซอง เพราะจะทำให้ดูเลอะเทอะและบุรุษไปรษณีย์อ่านข้อความได้ไม่ชัดเจน ๓. ควรใช้หมึกน้ำเงินหรือหมึกสีดำ การใช้หมึกสีอื่นถือว่าเป็นมารยาทไม่ดี ๔. อย่าเขียนตัวอักษรหรือตัวเลขไม่ชัดเจน ทำให้ผู้อ่านต้องเดา ๕. ระวังรักษาเรื่องความสะอาด อย่าขีดฆ่า ขูดลบหรือเขียนทับเพราะจะทำให้ตัวอักษรไม่ชัดเจน ๖. รักษาระเบียบและแบบฉบับของจดหมายโดยเคร่งครัด วางรูปกะระยะให้เหมาะสม ๗. ถ้าเป็นจดหมายธุรกิจหรือราชการ ควรสะกดชื่อ นามสกุล ยศ ตำแหน่งหน้าที่ของผู้รับให้ถูกต้อง ๘. ในการเขียนจดหมายจะต้องแสดงความสำรวมมากกว่าการพูด เพราะจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรไม่เหมือนกับที่พูดด้วยวาจา
๙. ใช้คำขึ้นต้น ลงท้ายและสรรพนามให้ถูกต้องและเหมาะสมตามประเพณีนิยม กาลเทศะและบุคคลถ้าเป็นจดหมายราชการต้องขึ้นต้นและลงท้ายตามแบบแผนที่กำหนดไว้ในหนังสือระเบียบงานสารบรรณของสำนักนายกรัฐมนตรี ๑๐. เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ควรพับให้เรียบร้อยบรรจุซองและจ่าหน้าซองให้ถูกต้องชัดเจน ๑๑. ผู้รับเมื่อได้รับจดหมายแล้วต้องรีบตอบโดยเร็วที่สุด การละเลยไม่ตอบจดหมายถือว่าเสียมารยาทอย่างยิ่ง
ส่วนประกอบของจดหมาย ๑. สถานที่เขียนจดหมาย ๒. วัน เดือน ปี ๓. คำขึ้นต้น ๔. เนื้อความ ๕. คำจบเนื้อความ ๖. คำลงท้าย ๗. ลายมือชื่อผู้เขียน

ช่างสิบหมู่

ช่างสิบหมู่ คือ ชื่อของกลุ่มงานที่รวบรวมช่างต่างๆเอาไว้ด้วยกัน ๑๐ กลุ่ม เป็นช่างฝีมือของไทยที่มีลักษณะหน้าที่การงานต่างกัน จะเป็นช่างหลวงและทำงานสนองพระราชประสงค์หรือพระบรมราชโองการของพระเจ้าแผ่นดิน ประกอบด้วย
๑ หมู่ช่างเขียน เป็นงานแม่บทของกระบวนการช่างทั้งหลาย ไม่ว่าช่างใดต้องอาศัยการเขียน วาดเป็นแบบก่อนเสมอ หมู่นี้ประกอบด้วย ช่างเขียน ช่างปิดทอง ช่างลงรัก ช่างแกะ ช่างปั้น ช่างหุ่น และอื่นๆ
๒ หมู่ช่างแกะ ปัจจุบันเรียกว่าช่างแกะสลัก ประกอบด้วยช่างแกะตรา แกะลาย แกะพระ แกะภาพ
๓ หมู่ช่างหุ่น “หุ่น”หมายถึงรูปร่าง ช่างหุ่นจึงเป็นช่างที่ทำเป็นรูปร่างหรือเป็นตัวขึ้นมา ประกอบด้วย ช่างไม้ ช่างไม้สูง ช่างเลื่อย ช่างบากไม้ ช่างทำหุ่นรูปคน
๔ หมู่ช่างปั้น จะมีความสำพันธ์กับช่างปูน ช่างหล่อเป็นอย่างมาก ผลงานช่างปั้นก็จะออกมาในรูปของผลงานช่างทั้ง ๒ หมู่ของช่างปั้นมี ช่างหุ่นขี้ผึ้ง ช่างขึ้นรูป และช่างหุ่น
๕ หมู่ช่างปูน มีงานซ่อม งานสร้าง จะแบ่งเป็นปูนก่อ ปูนฉาบ และปูนปั้นซึ่งจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์จึงจะมีผลงานงดงาม หมู่ช่างปูนประกอบด้วย ช่างปั้น ช่างปูนก่อ ช่างปูนฉาบ และปูนปั้น
๖ หมู่ช่างรัก มีมาแต่สมัยสุโขทัยแล้วศิลปะหลายแขนงจะต้องลงรักปิดทองเป็นขั้นสุดท้าย หมู่ช่างรักประกอบด้วย ช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก ช่างมุก และช่างเครื่องเขิน
๗ หมู่ช่างบุ “บุ”หมายถึง การตีแผ่ให้เป็นแผ่นแบนๆจะเป็นรูปต่างๆหรือแบบธรรมดาก็ได้ งานช่างบุจึงเกี่ยวกับงานโลหะทุกชนิดเช่น เงิน ทอง นาก ทองเหลือง ทองแดง ทองคำ
๘ ช่างกลึง นอกจากจะมีการกลึงให้ผิวเกลี้ยง ยังรวมไปถึงการประดับตกแต่งสิ่งที่กลึงด้วย เช่น ปิดทอง ประดับกระจก แกะสลัก หมู่ช่างกลึงจึงประกอบด้วย ช่างไม้ ช่างเขียน ช่างแกะงา(ช้าง) ช่างทำกลอง ช่างลงรัก
๙ หมู่ช่างสลัก จะเน้นการสลักเสลาให้สวยงามจึงต้องมีความประณีตเป็นพิเศษ อาจสลักของแข็งเช่น ไม้ กระดาน และของอ่อนที่เรียกว่าเครื่องสด เช่น หยวกกล้วย ช่างหมู่สลักประกอบด้วย ช่างฉลุ ช่างกระดาษ ช่างหยวก ช่างเครื่องสด
๑๐ หมู่ช่างหล่อ ประเทศไทยมีพุทธศาสนาประจำชาติ งานหล่อจึงเน้นหนักไปทางหล่อพระพุทธรูปเป็นส่วนใหญ่ หมู่ช่างหล่อประกอบด้วย ช่างหุ่นดิน ช่างขี้ผึ้ง ช่างผสมโลหะ และช่างหล่อโลหะ

การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ

ใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงทรรศนะของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งย่อมเป็นปกติวิสัยที่พึงกระทำ หากทรรศนะนั้น แสดงออกโดยบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ทางสร้างสรรค์ และด้วยเจตนาอันดีต่อสังคมแม้จะแตกต่างหรือขัดแย้งกันย่อมนับได้ว่าเป็นประโยชน์ เพราะจะช่วยให้บุคคลอื่นๆ ได้มีโอกาสใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเลือกวิถีทางแก้ปัญหาได้หลายทางด้วยความสุขุมรอบคอบขึ้น
ทรรศนะ ตามรูปศัพท์ หมายถึง ความเห็น การเห็น อาจเขียนว่า ทัศนะ ก็ได้ ปัจจุบัน ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ
ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ๓ ส่วน คือ
๑.ที่มา หมายถึง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ
๒.ข้อสนับสนุน หมายถึงเหตุผล ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริง หลักการ ทรรศนะ หรือ มติของผู้อื่นที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาสนับสนุนข้อสรุปของตน
๓.ข้อสรุป เป็นส่วนสำคัญที่สุดของทรรศนะ เป็นสารซึ่งผู้แสดงทรรศนะนำมาเสนอให้ผู้อื่นพิจารณายอมรับหรือนำไปปฏิบัติ อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย ข้อสันนิษฐาน หรือการคาดการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
ทรรศนะของบุคคลมีข้อแตกต่างกัน
บุคคลจะมีทรรศนะแตกต่างกันไปอันเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ คือ
๑.คุณสมบัติทางธรรมชาติ เช่น ไหวพริบ เชาวน์ ปฏิภาณ ความถนัด ซึ่งต้องอาศัยการส่งเสริมและสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม จึงจะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการแสดงทรรศนะของบุคคลจะข้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก
๒.อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม หมายรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือกระทำ และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติอันแวดล้อมตัวมนุษย์อยู่ทำให้มนุษย์มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อและค้านิยมแตกต่างกัน บุคคลที่มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ และค่านิยมแตกต่างกัน ย่อมจะแสดงทรรศนะแตกต่างกันไปด้วย

ประเภทของทรรศนะ
๑.ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นการสันนิษฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วนั้นมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร หรืออาจเป็นการคาดการณ์เรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคตก็ได้
๒. ทรรศนะเกี่ยวกับค่านิยมหรือคุณค่า เป็นทรรศนะที่ประเมินว่า สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ประเมินโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในประเดียวกัน
๓. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย เป็นการเสนอแนะให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยมีขั้นตอนในการทำงานว่าควรทำอย่างไร จุดประสงค์ ประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเกิดปัญหาแล้วจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร
สรุปประเภทของการแสดงทรรศนะ
๑. ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ เดา สันนิฐาน คาดคะเนใช้เหตุผลสรุป
๒. ค่านิยมคุณค่า ประเมิน ดีไม่ดี เปรียบเทียบ
๓. นโยบาย สังเคราะห์ แนะนำ
ภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะ
๑. การใช้สรรพนามบุรุษที่๑ ประกอบกับคำกริยาหรือกลุ่มคำกริยาที่ชี้ชัดว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่นดิฉันเห็นว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผมขอสรุปว่า พวกเรามีความเห็นว่า ที่ประชุมมีมติว่า เราขอเสนอแนะว่า
๒. การใช้คำหรือคำที่ชี้ชัดว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น คำว่า น่า น่าจะ คง คงจะควร ควรจะ พึง พึงจะ มัก มักจะ สม สมจะ ดูจะ เห็นจะ ควรต้องจะ
ปัจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ
๑.ปัจจัยภายนอก เช่น สื่อ ผู้รับสาร บรรยากาศแวดล้อม เวลา สถานที่
๒.ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษา ความชื่อมั่นในตนเอง ความรู้ประสบการณ์ทัศนคติ สติปัญญาและความพร้อมทางร่างกาย

การประเมินค่าทรรศนะ
ทรรศนะที่ดีจะต้องมีลักษณะดังนี้
๑. ก่อประโยชน์ให้แก่บุคคลส่วนใหญ่
๒. มีคุณค่าในทางสร้างสรรค์ คือ เสนอแนะสิ่งแปลกใหม่ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้และยังธำรงสิ่งดีงามของสังคมไว้
๓. มีความสมเหตุสมผล คือ ข้อสนับสนุนมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือได้
๔. เหมาะแก่การและกาลเทศะ
๕. ภาษาที่ใช้มีความแจ่มแจ้งชัดเจน ตรงตามความต้องการและเหมาะแก่ระดับการสื่อสาร

เหตุผลกับภาษา

เรื่อง เหตุผลกับภาษา
มนุษย์มีภาษาเป็นเครื่องมือในการใช้เหตุผล และในการพัฒนาสมรรถภาพการใช้เหตุผลของตนโดยอาศัยสติปัญญาความรู้และความเขาใจหลักความจริงต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากมนุษย์จะมีภาษาเป็นเครื่องมือในการใช้เหตุผลแล้ว ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการใช้เหตุผลด้วยซึ่งเรียกว่า วิชาตรรกวิทยา
การพัฒนาศักยภาพการใช้เหตุผล หมายถึงการทำให้มีคุณภาพความหนักแน่นและความรัดกุมของการใช้เหตุผลสูงขึ้น อย่างมีหลักเกณฑ์และเป็นระบบ
เหตุผล หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไป กฎเกณฑ์รวมทั้งข้อเท็จจริงที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจหรือข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การแสดงเหตุผลนั้น จำเป็นต้องแสดงข้อสรุปที่เหตุผลนั้นสนับสนุนด้วย จึงจะทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ
๑ ตัวเหตุผล หรือ ข้อสนับสนุน
๒ ข้อสรุป
ภาษาที่ใช้แสดงเหตุผล ควรสังเกตดังนี้
๑ การใช้สันธานมี ๒ ประเภท คือ
๑.๑ สันธานที่เรียง “เหตุผล” ไว้ก่อน “ข้อสรุป” ได้แก่ จึง,ดังนั้น…จึง,เพราะ…ฉะนั้น
๑.๒ สันธานที่เรียง “ข้อสรุป” ไว้ก่อน “เหตุผล” ได้แก่ เพราะ, เพราะว่า
๒ การเรียบเรียงข้อความ ได้วางส่วนที่เป็นเหตุผล และส่วนที่เป็นข้อสรุปไว้ให้เหมาะสมไม่ต้องใช้สันธาน การเรียบเรียงแบบนี้ใช้เมื่อต้องการให้เนื้อหาของข้อความไม่หนักเกินไป
๓ การใช้กลุ่มคำ กลุ่มคำที่ใช้นี่จะบ่งชี้ว่าข้อความที่ตามมาเป็นเหตุผลหรือข้อสรุป เช่น กลุ่มคำว่า “ขอสรุปว่า” “ที่สรุปเช่นนี้มีเหตุผลสำคัญคือ” การเรียบเรียงแบบนี้ผู้ส่งสารมุ่งจะชี้เหตุผลและข้อสรุปให้ชัดเจนลงไป
๔ การให้เหตุผลหลายๆข้อประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แกข้อสรุป
วิธีแสดงเหตุผลและการอนุมาน
การอนุมาน คือกระบวนการคิดในการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ มี ๒ ประเภทคือ
-การอนุมานด้วยวิธีนิรมัย
-การอนุมานด้วยวิธีอุปนัย
๑ การอนุมานด้วยวิธีนิรมัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย เช่น มนุษย์ทุกคนต้องการปัจจัยสี่ ฉันเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ฉันต้องการปัจจัยสี่
๒ การอนุมานด้วยวิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวม มี ๓ ลักษณะ คือ
๒.๑ การอนุมานโดยเริ่มจากข้อสนับสนุนที่เป็นกรณีย่อยเฉพาะย่อยๆ กี่กรณีก็ได้แล้วสรุปเป็นกรณีรวม
๒.๒ การอนุมานโดยการเปรียบเทียบ เช่น เขาเล่นฟุตบอลเก่ง เหมือนพี่ของเขา
๒.๓ การอนุมาน โดยพิจารณาสาเหตุ ผลลัพธ์ สัมพันธ์กัน มี ๓ ลักษณะ คือ
การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ คือ รู้สาเหตุ แล้วอนุมานว่าสาเหตุนั้นควรทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร เช่น นักเรียนต้องขยันทำโจทย์ในแบบฝึกหัด จึง จะสอบผ่าน
การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ คือ รู้ผลลัพธ์ แล้วอนุมานว่าผลลัพธ์นั้นควรเกิดมาจากสาเหตุใด เช่น ผลการสอบไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะ ความไม่เอาใจใส่ของเขาเอง
การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์ คือรู้จักผลลัพธ์หนึ่งแล้วอนุมานว่าผลลัพธ์นั้นควรทำให้เกิดผลลัพธ์อื่นใดตามมาด้วย เช่น เมื่อเข้าใจคณิตศาสตร์ จึงสอบผ่านคณิตศาสตร์ และยังผ่านฟิสิกส์ด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับภาษา

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความคิด
แบ่งเป็น ๓ คือ บทบาทของภาษาไทยในการพัฒนาความคิด วิธีคิดและการคิดเพื่อแก้ปัญหา
ภาษาพัฒนาความคิดและความคิดพัฒนาภาษาได้อย่างไร
ความคิด คือ ผลของกระบวนการคิด หรือ ผลของความคิด
มนุษย์แสดงความคิดออกมาได้โดยการกระทำและโดยการใช้ภาษา การกระทำบางอย่างคนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าผู้กระทำคิดอย่างไร ผู้กระทำจึงต้องอธิบายให้เข้าใจด้วย
การใช้ภาษาเพื่อแสดงความคิดเห็นของเรานอกจากจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจแล้วยังมีโอกาสได้ขัดเกลาความคิดของตนให้พัฒนายิ่งๆขึ้น
ในขณะที่คิดนั้นยังใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการคิดโดยอัตโนมัติ หากความคิดอยู่ในวงจำกัด การใช้ภาษาก็ถูกจำกัดไปด้วย ถ้ามีความสามารถในการคิดสูงการใช้ภาษาก็สูงไปด้วย
การคิดวิเคราะห์มีลักษณะอย่างไร
คือระเบียบวิธีคิดพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยแยกแยะเป็นส่วนๆทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งและเข้าใจถึงความสัมพันธ์กันอย่างไร มีแนวทางดังนี้
๑ จะคิดวิเคราะห์เรื่องอะไร ๒ เพื่ออะไร ๓ ใช้เครื่องมืออะไร ๔ วิเคราะห์อย่างไร
๕ แล้วรายงานผลการวิเคราะห์ให้เป็นระเบียบ
จุดหมายปลายทางของการวิเคราะห์คือเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
วิธีคิดสังเคราะห์มีลักษณะอย่างไร
การวิเคราะห์ คือ แยกออกพิจารณา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
การสังเคราะห์ คือ เป็นการรวมส่วนต่างๆ ให้ประกอบกันเข้าด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นสำหรับจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การคิดสังเคราะห์ คือ ระเบียบวิธีคิดรวมส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป มีแนวทางดังนี้
๑ เราจะสร้างอะไร
๒ เพื่อประโยชน์อะไรหรือเพื่ออะไร
๓ ใช้เครื่องมืออะไรในการรวมส่วน จึงจะเหมาะสม
๔ ผลของการสังเคราะห์ตรงกับจุดมุ่งหมายหรือไม่
วิธีคิดประเมินค่ามีลักษณะอย่างไร
คือการคิดโดยใช้ดุลยพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า ดี เลว มีคุณ โทษ แค่ไหน เพียงไร ซึ่งจะต้องเข้าใจจากการวิเคราะห์ แล้วเลือกใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม ชัดเจน เพื่อประเมินค่าได้แม่นยำ หากไม่ใช้เกณฑ์ อาจเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นที่มีความสมเหตุผลมาเปรียบเทียบได้
วิธีคิดแก้ปัญหามีลักษณะอย่างไร
เรามักจะประสบปัญหาอยู่เสมอดังนั้นจึงควรเรียนรู้หลักการคิดแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาอยู่ ๓ ประเภทคือ
๑ ปัญหาเฉพาะบุคคล ได้แก่ ปัญหาเกิดกับบุคคลใดคนหนึ่ง
๒ ปัญหาเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ปัญหากลุ่มที่ประสบความยุ่งยากร่วมกัน
๓ ปัญหาสาธารณะ ได้แก่ ปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ และสังคมโดยตรงและโดยอ้อม
หลักการคิดเพื่อแก้ปัญหามีดังนี้
๑ วิเคราะห์ประเภทปัญหา สาเหตุ สภาพแวดล้อมของปัญหาเพื่อให้เข้าใจ
๒ วางเป้าหมายในการแก้ปัญหา
๓ คิดหาวิธีแก้ปัญหา โดยใช้ระเบียบวิธีคิดเชิงสังเคราะห์
๔ ประเมินคุณค่าวิธีทางแก้ปัญหา แล้วเลือกวิธีที่ดีที่สุดไปใช้
แบบฝึกหัดท้ายบท
๑ ความคิดหมายถึงอะไร
๒ การพัฒนาความคิดมีความสัมพันธ์กับเรื่องใด
๓ “ระเบียบวิธีคิดโดยแยกพิจารณาเป็นส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งและพิจารณาถึงสายสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน”เป็นความหมายของการคิดแบบใด
๔ “ระเบียบวิธีคิดโดยใช้ดุลยพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”เป็นความหมายของการคิดแบบใด
๕ การคิดแก้ปัญหามีหลักสำคัญอย่างไร
๖ “ปัญหาคนขาพิการมาตั้งแต่กำเนิด”เป็นปัญหาแบบใด
๗ “ปัญหาบัณฑิตจบใหม่ตกงาน”เป็นปัญหาแบบใด
๘ คำว่า“แพงทั้งแผ่นดิน”เป็นปัญหาแบบใด
๙ “ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”เมื่อฐิติมาได้ฟังกลอนบทนี้จากโทรทัศน์แล้วคิดว่า “กลอนบทนี้ไพเราะดีนะ ช่วยเตือนใจให้คนไทยมีความสามัคคี ฟังแล้วรู้สึกรักชาติเกิดความห่วงใย อยากจะรักษาเอกราชของชาติไทยไว้ตลอดไป”การที่ฐิติมาพูดเช่นนี้ แสดงว่าฐิติมาใช้ทักษะการคิดระดับใดได้