เพลงนี้มีประวัติ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม


ผู้นิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

เพลงนี้มีประวัติ
เพลงลาวดวงเดือน เดิมชื่อเพลง “ลาวดำเนินเกวียน” แต่มีคำว่าดวงเดือนมาก จึงเรียกกันว่าเพลง “ลาวดวงเดือน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “เพ็ญพัฒน์” ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดากรกฏ ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๒๕ เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรกรรมจากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ กลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ
ราวปี พ.ศ.๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัย ให้อุดหนุนการทำผ้าไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม พร้อมกับสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ต่อมาวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๖ กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต,กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น “กรมช่างไหม”โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก
งานหลักของกรมช่างไหม คือการดำเนินงานตามโครงการองสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวันเรียกว่า “โรงเรียนกรมช่างไหม”เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของเจ้าพรยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดากรกฏ มีชื่อเรียกว่า วังท่าเตียน มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกว่าปรินส์เทียเตอร์
ที่มาของเพลง
กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทย ทรงโปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า “วงพระองค์เพ็ญ”พระองค์ทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงทีสามารถ เมื่อครั้งเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๖ พระชันษา ๒๑ ได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่ และเจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ได้ทรงโปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์เข้าทรงงานในกระทรวงเกษตราธิการทรงรับผิดชอบการเลี้ยงไหม เป็นเหตุให้ต้องเสด็จตรวจเยี่ยมศูนย์การทำไหมในมลฑลต่างทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ได้ทรงหยุดประทับแรมบรรทมในเกวียน บรรยากาศในยามค่ำคืนอันเงียบเหงาทำให้ทรงหวนคิดถึงความรักครั้งแรกซึ่งไม่สมพระประสงค์ จึงได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน (ลาวดวงเดือน) เพลงนี้ หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง เพื่อสะท้อนถึงความรัก ความคิดถึง รวมทั้งความทุกข์ระทมที่เกิดจากความผิดหวัง มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดัดแปลงและนำท่วงทำนองเพลงลาวดำเนินทราย ของพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงลาวมาใช้ และพระราชทานชื่อเพลงว่าลาวดำเนินเกวียน (หรือลาวดวงเดือน) เพลงลาวดวงเดือนนี้เป็นเพลงที่นิยมและแพร่หลายมาก ปัจจุบันได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ นำทำนองไปแต่งใส่คำร้องภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นและนำไปแปลงเป็นเพลงไทยเดิมชื่อเพลง โสมส่องแสง
ข้อคิด
๑ ความประทับใจซาบซึ้งกับคนรัก อารมณ์เศร้าว้าเหว่ ที่มากระทบใจของกวี ส่งผลให้เกิดผลงานที่ไพเราะ ภาษาที่งดงาม
๒ ผลงานศิลปะ คำประพันธ์ที่ไพเราะจะเป็นที่รู้จักและจดจำเป็นมรดกของชาติ อีกทั้งยังจะแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ
๓ การนำผลงานที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลงทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นการทำลายของเก่าหรือทำให้ของเก่าหมดคุณค่า
๔ การศึกษาประวัติของศิลปินทำให้ทราบที่มาของผลงานทางศิลปะ ทำให้เกิดความประทับใจ

About these ads

One response to “เพลงนี้มีประวัติ

  1. กระเพา
    ลักษณะ
    ลำต้นค่อนข้างแข็ง ตามลำต้นมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวการเกาะติดของใบบนกิ่งแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก เรียงตรงข้าม รูปรี กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ใบปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขอบจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขน ดอกเป็นแบบช่อฉัตร ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ยาว 8-10 ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก รูปคล้ายระฆัง กลีบดอกมีทั้งชนิดสีขาวลายม่วงแดงและสีขาว โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นกรวย ส่วนปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนแยกเป็น 4 กลีบปลายแหลมเรียว ส่วนล่างมีกลีบเดียวค่อนข้างกลม ผิวกลีบด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบเลี้ยงสีแดงน้ำตาลแกมม่วง และสีเขียว เนื้อกลีบแข็ง ส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นกรวย ส่วนปลายแยกเป็นกลีบปลายแหลมแบบหนาม ก้านดอกย่อยสีเขียว ยาวประมาณ 0.20-0.30 ซม. ผลแห้งแล้วแตกออก เมล็ด เล็ก รูปไข่สีน้ำตาล มีจุดสีเข้มเมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือก
    สรรพคุณ
    • ใบ บำรุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแก้ปวดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แก้จุกเสียด แก้คลื่นเหียนอาเจียน และขับลม
    • เมล็ด เมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว ใช้พอกบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาเรานั้นช้ำอีกด้วย
    • ราก ใช้รากที่แห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ[2]
    • น้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด[3]
    • ใบและกิ่งสดเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมีราคา 10,000 บาทต่อกิโลกรัม[4]

    อ้างอิง
    1. ↑ ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. 2549
    2. ↑ http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=19354&lyo=1
    3. ↑ http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=69778&NewsType=2&Template=1
    4. ↑ http://www.tistr.or.th/essentialoils/plant_%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2.htm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s