การเพิ่มคำ

บทที่ ๓ เรื่อง การเพิ่มคำ
คำ อาจเปรียบได้กับสิ่งมีชีวิต คือ มีเกิด ดำรงอยู่ แล้วก็ตายไป
คำคะนอง คือ คำใหม่ที่เกิดขึ้นแต่ใช้พูดกันเฉพาะกลุ่ม
ลักษณะของคำใหม่
๑.เป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่แท้ๆ
๒.เป็นคำที่เปลี่ยนแปลงจากคำที่มีอยู่เดิม
๓.เป็นคำที่รับมาจากภาษาอื่น
ที่มาของคำในภาษาไทย
๑.การเลียนเสียงธรรมชาติ เช่นเสียงสัตว์ร้อง เสียงลม เสียงฝน
๒.เสียงกระทบกันอย่างแรงของวัตถุ
๓.เสียงที่เกิดจากการทำงานของคนหรือเครื่องจักร
๔.รับคำมาจากภาษาอื่น
คำซ้ำ
เป็นวิธีการเพิ่มขึ้นโดยออกเสียงจากเสียงซ้ำคำเดิมให้ต่อเนื่องกัน ใช้เครื่องหมาย “ๆ” เติมหลังคำเดิม มีข้อสังเกตดังนี้
คำสามานยนาม เช่น เด็กๆ เพื่อนๆ ลูกๆ
คำลักษณะนาม เช่น ชิ้นๆ กองๆ แผ่นๆ
คำสมุหนาม เช่น ฝูงๆ โขลงๆ หมู่ๆ
คำสรรพนาม เช่น เราๆ ท่านๆ เธอๆ
คำวิเศษณ์บอกจำนวน เช่น หลายๆ ทุกๆ
คำวิเศษณ์บอกลำดับ เช่น แรกๆ ท้ายๆ ต้นๆ
ความหมายของคำซ้ำ
๑.คำซ้ำที่เป็นสามานยนามมักมีความหมายเป็นพหูพจน์ เช่น น้องๆไม่อยู่บ้านสักคน
แม่ๆยืนดูลูกอยู่ริมสนาม
๒.คำซ้ำที่เป็นคำลักษณนามมักบอกความหมายว่า มีสิ่งนั้นเป็นจำนวนมาก เช่น
เขาหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ
๓.คำซ้ำที่เป็นคำกริยามักมีความหมายว่าทำกริยาซ้ำๆหรือต่อเนื่องกัน เช่น
เรื่องที่ฟังๆดูท่าจะยุ่ง
๔.คำซ้ำที่เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำสามานยนาม มักมีความหมายว่าอยู่ในพวกใด เช่น
เดือนชอบคนขาวๆ
๕.คำซ้ำที่คำต้นเป็นเสียงสูง จะเน้นความหมายว่า กระทำอาการนั้นหรือสภาพนั้นอยู่มากเช่น
เดิ๊นเดินตั้งนานก็ยังไม่ถึงสักที
๖.คำซ้ำบางคำจะเปลี่ยนความหมายจากเดิม เช่น เขาร้องอยากจะไปแต่ๆก็ลืม
คำซ้อน
หมายถึง คำที่เกิดจากการนำคำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมาเรียงต่อกัน โดยแต่ละคำนั้นมีความสัมพันธ์กันในด้านความหมาย อาจเป็นความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน ทำนองเดียวกัน หรือตรงข้ามกันก็ได้ จุดประสงค์การซ้อนคำเพื่อให้ความหมายชัดเจน
คำซ้อนบางคำมีความหมายแตกต่างจากคำเดิมบ้าง เช่น
๑.คำซ้อนมีความหมายชัดเจนขึ้น ในคำที่มีเสียงพ้องกัน จะซ้อนคำเพื่อให้ความหมายของคำชัดเจนขึ้น เช่น ข้าไท ข้าทาส ฆ่าฟัน
๒.คำซ้อนมีความหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจนขึ้น เช่น อ่อนโยน อ่อนน้อม ขัดขวาง
๓.คำซ้อนแปลความหมายของคำในภาษาถิ่นหรือคำต่างประเทศ เช่น ทรัพย์สมบัติ ภูตผี เล่ห์กล
ลักษณะความหมายของคำซ้อน
ความหมายเหมือนกัน หมายถึง คำที่นำมาซ้อนกันนั้นหมายถึงสิ่งเดียวกันหรือเป็นอย่างเดียวกัน เช่น เร็วไว ใหญ่โต สูญหาย
ความหมายคล้ายกัน หมายถึง คำที่มีคำซ้อนกันนั้นมีความหมายใกล้เคียงกันหรือเป็นไปทำนองเดียวกัน เช่น ใจคอ เล็กน้อย ยักษ์มาร
ความหมายตรงข้ามกัน หมายถึง คำที่นำมาซ้อนกันมีความหมายเป็นคนละลักษณะหรือคนละฝ่ายกัน เช่น ใกล้ไกล ผิดถูก ชั่วดี
ข้อสังเกตคำซ้อน
๑.คำซ้อนในภาษาไทยมักมีเสียงสัมผัสกัน เช่น ผกผัน เฟื่องฟู เพราะพริ้ง
๒.คำพยางค์เดียวหรือคำ ๒ พยางค์ เมื่อซ้อนกันจะกลายเป็น ๔ พยางค์ เช่น เฉลียวฉลาด แม่น้ำลำคลอง ขยับเขยื้อน
๓.คำซ้อนบางคำบัญญัติขึ้นในภาษาไทยเพื่อใช้เปรียบเทียบคำศัพท์ต่างประเทศเช่น หักเห(Refract) แปรผัน (Vary) แจกแจง (distribute)
๔.คำซ้อนบางคำมีประโยชน์แก่การแปรความหมายของคำที่นำมาซ้อน เช่น ข่มเหง นัยต์ตา
๕.คำซ้อนบางคำถ้าเปลี่ยนตำแหน่งของคำ ความหมายของคำก็จะเปลี่ยนไป เช่น
แหลกเหลว-เหลวแหลก แน่นหนา-หนาแน่น
กินอยู่-อยู่กิน
๖.คำซ้อนบางคำ สลับตำแหน่งของคำแล้วความหมายไม่เปลี่ยนแปลง เช่น
เกี่ยวข้อง-ข้องเกี่ยว แจกจ่าย-จ่ายแจก
จำนวนคำซ้อน
เมื่อพิจารณาจำนวนคำที่นำมาซ้อนกันอาจมี ๒ คำ ๔ คำ หรือ ๖ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
คำซ้อน ๒ คำ หมายถึง คำซ้อนที่ประกอบด้วย ๒ คำเช่น
ช้างม้า วัวควาย บ้านเมือง ฝนฟ้า กู้ยืม ปากคอ
คำซ้อน ๔ คำ หมายถึง คำซ้อนที่ประกอบด้วย ๔ คำอาจมีบางคำที่มีมากกว่า ๑ พยางค์ ก็ได้ เช่น
-คำซ้อน ๔ คำเรียงกัน เช่น
ช้างม้าวัวควาย กุ้งหอยปูปลา หมูเห็ดเป็ดไก่
ตีรันฟันแทง เย็บปักถักร้อย ตับไตไส้พุง
-คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำ ๔ คำ ที่แผนกเป็น ๒ คู่ ซึ่งมักจะมีเสียงคล้องจองระหว่างพยางค์ที่ ๒ กับ ๓ เช่น
ทุกข์โศกโรคภัย ใส่ร้ายป้ายสี โบกปัดพัดวี อกไหม้ไส้ขม
-คำซ้อน ๔ คำ ที่มีคำที่ ๑ กับคำที่ ๓ หรือคำที่ ๒ กับคำที่ ๔ ซ้ำกัน เช่น
อ่อนอกอ่อนใจ มากหมอมากความ กงเกวียนกำเกวียน กินดีอยู่ดี
คำซ้อน ๖ คำ
หมายถึง คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำ ๖ คำ โดยที่บางคำมีมากกว่า ๑ พยางค์ก็ได้ คำซ้อน ๖ คำจะแบ่งเป็น ๓ ส่วน มีเสียงคล้องจองระหว่างส่วนหน้ากับส่วนหลังและมีคำซ้ำกันอยู่ในทั้งสองนั้นด้วย เช่น
คดในข้อ งอในกระดูก เลือกที่รัก มักที่ชัง
จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน กำแพงมีหู ประตูมีช่อง

คำประสม
คำประสม คือ การนำคำตั้งแต่ ๒ คำ ขึ้นมามาประสมกันทำให้เกิดคำใหม่ มีความหมายใหม่ แต่ก็พอมีเค้าความหมายเดิมอยู่บ้าง เช่น แม่น้ำ พี่เลี้ยง นักเรียน ช่างไม้
ข้อสังเกต
๑.คำประสม เป็น
-คำนาม เช่น ดอกฟ้า วัวนม ตีนกา
-คำกริยา เช่น กันสาด ซักฟอก ซักแห้ง
-คำวิเศษณ์ เช่น ใจจืด ปากหวาน
๒.คำประสมเกิดจากคำที่ทำหน้าที่ต่างกัน และเมื่อมาประสมกันจะเป็นคำต่างๆดังนี้
มือถือ (นาม+กริยา) = คำนาม
ในหลวง (บุพบท+นาม) = คำนาม
ซักแห้ง(กริยา+กริยา) = คำกริยา
ซื้อเสียง (กริยา+นาม) = คำกริยา
เป็นกลาง (กริยา+บุพบท) = คำกริยา
๓ คำประสมที่เกิดจากคำแรกซ้ำกัน ถือเป็นคำตั้งแล้วประสมกับคำต่างๆ ช่วยเสริมความหมายเช่น คนสวน คนไข้ คนสวย
๔ คำประสมที่มีความหมายเปรียบเทียบ เช่น ไก่อ่อน มือกาว ตีนแมว
คำที่มาจากภาษาอื่น
การนำคำมาจากภาษาอื่นมาใช้เป็นการเพิ่มคำในภาษาบาลีอีกวิธีหนึ่ง ในภาษาไทย รับภาษาต่างประเทศมาใช้ไม่น้อยกว่า ๑๔ ภาษา เช่น
ภาษาเขมร เช่น ถวาย สงัด เฉลย ขนุน ไผท
ภาษาจีน เช่น ติ่มซำ หน่ำเลี๊ยบ ก๊วยเตี๋ยว
ภาษาญี่ปุ่น เช่น วาซาบิ สุกี้ยากี้ ยากิโซบะ
ภาษาชวา เช่น บุหรง ปาเต๊ะ กริช บูดู
ภาษาบาลี เช่น กิเลส กริยา วิตถาร โอกาส
ภาษาสันสกฤต เช่น กริยา เกษตร อมฤต อวกาศ
ภาษาอังกฤษ เช่น โดนัท สเต๊ก วัคซีน
ข้อสังเกต
๑ คำบาลีสันสกฤต มีปรากฏในคำทางศาสนา วรรณคดี วัฒนธรรม และวิชาการ เช่น ประวัติศาสตร์ แพทยศาสตร์ บุญ ศีล
๒ คำไทยนำคำสมาสมาจากบาลีสันสกฤตเข้ามาใช้ด้วย เช่น อักษรศาสตร์ วิทยาเขต วัฒนธรรม
การสมาส คือ คำที่เกิดจากการนำคำบาลีและสันสกฤตเท่านั้นมาประสมกัน ห้ามใช้ภาษาอื่นนำมาชนกัน แล้วตัดสระ อะ หรือ อ์ ของคำหน้าทิ้งเวลาอ่านให้ออกเสียง “อะ” ระหว่างคำด้วย ยกเว้นคำที่ไม่ออกเสียง “อะ”ระหว่างคำ
การสนธิ คือ การเชื่อมคำเข้าด้วยกัน โดยนำคำบาลีและสันสกฤตตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันเป็นคำเดียวกัน เสียงสุดท้ายของคำหน้ารับเสียงหน้าของคำหลัง โดยมีการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะ สระ และนิคหิตที่มาเชื่อม เพื่อการกลมกลืนเสียงให้เป็นธรรมชาติของการออกเสียง และทำให้คำเหล่านั้นมีเสียงสั้นลง

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s