การเขียนสารคดี

ความรู้เสริมจากเรื่องเพลงนี้มีประวัติ
สารคดี

เพลงนี้มีประวัติ
เพลงลาวดวงเดือน เดิมชื่อเพลง “ลาวดำเนินเกวียน” แต่มีคำว่าดวงเดือนมาก จึงเรียกกันว่าเพลง “ลาวดวงเดือน
ผู้นิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “เพ็ญพัฒน์” ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดากรกฏ ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๒๕ เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรกรรมจากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ กลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ
ราวปี พ.ศ.๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัย ให้อุดหนุนการทำผ้าไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม พร้อมกับสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ต่อมาวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๖ กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต,กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น “กรมช่างไหม”โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก
งานหลักของกรมช่างไหม คือการดำเนินงานตามโครงการองสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวันเรียกว่า “โรงเรียนกรมช่างไหม”เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของเจ้าพรยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดากรกฏ มีชื่อเรียกว่า วังท่าเตียน มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกว่าปรินส์เทียเตอร์
ที่มาของเพลง
กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทย ทรงโปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า “วงพระองค์เพ็ญ”พระองค์ทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงทีสามารถ เมื่อครั้งเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๖ พระชันษา ๒๑ ได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่ และเจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ได้ทรงโปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์เข้าทรงงานในกระทรวงเกษตราธิการทรงรับผิดชอบการเลี้ยงไหม เป็นเหตุให้ต้องเสด็จตรวจเยี่ยมศูนย์การทำไหมในมลฑลต่างทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ได้ทรงหยุดประทับแรมบรรทมในเกวียน บรรยากาศในยามค่ำคืนอันเงียบเหงาทำให้ทรงหวนคิดถึงความรักครั้งแรกซึ่งไม่สมพระประสงค์ จึงได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน (ลาวดวงเดือน) เพลงนี้ หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง เพื่อสะท้อนถึงความรัก ความคิดถึง รวมทั้งความทุกข์ระทมที่เกิดจากความผิดหวัง มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดัดแปลงและนำท่วงทำนองเพลงลาวดำเนินทราย ของพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงลาวมาใช้ และพระราชทานชื่อเพลงว่าลาวดำเนินเกวียน (หรือลาวดวงเดือน) เพลงลาวดวงเดือนนี้เป็นเพลงที่นิยมและแพร่หลายมาก ปัจจุบันได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ นำทำนองไปแต่งใส่คำร้องภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นและนำไปแปลงเป็นเพลงไทยเดิมชื่อเพลง โสมส่องแสง
ข้อคิด
๑ ความประทับใจซาบซึ้งกับคนรัก อารมณ์เศร้าว้าเหว่ ที่มากระทบใจของกวี ส่งผลให้เกิดผลงานที่ไพเราะ ภาษาที่งดงาม
๒ ผลงานศิลปะ คำประพันธ์ที่ไพเราะจะเป็นที่รู้จักและจดจำเป็นมรดกของชาติ อีกทั้งยังจะแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ
๓ การนำผลงานที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลงทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นการทำลายของเก่าหรือทำให้ของเก่าหมดคุณค่า
๔ การศึกษาประวัติของศิลปินทำให้ทราบที่มาของผลงานทางศิลปะ ทำให้เกิดความประทับใจ

แบบฝึกหัด
๑ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงเดินทางไปศึกษาต่อในด้าน
ตอบ วิชาการเกษตร
๒ ใครเป็นผู้บุกเบิกวงการไหมไทย
ตอบ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในการทดลองเลี้ยงไหมตามแบบฉบับของประเทศใด
ตอบ ญี่ปุ่น โดยจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว
๔ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลใด
ตอบ ต้นราชสกุลเพ็ญพัฒน์
๕ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ พบรักกับใคร
ตอบ เจ้าชมชื่น
๖ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงนิพนธ์เพลงลาวดวงเดือน ขณะประทับที่ใด
ตอบ บนเกวียนระหว่างทางเสด็จมลฑณอีสาน
๗ ก่อนจะเป็นเพลงลาวดวงเดือน เดิมชื่อเพลงอะไร
ตอบ ลาวดำเนินเกวียน
๘ กลิ่นใดที่มีกลิ่นคล้ายนางอันเป็นที่รักของผู้ประพันธ์
ตอบ เกสรดอกไม้
๙ เพลงลาวดวงเดือนถ้าเป็นวรรณคดีจัดเป็นวรรณคดีประเภทใด ตอบ นิราศ

สารคดี
ความหมาย ของคำว่า สารคดี หมายถึง งานเขียนที่เป็นข้อเท็จจริง เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่มีตัวตนจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีเจตนาเบื้องต้นในการให้สาระ ความรู้ ความคิด ทั้งนี้ ต้องมีกลวิธีการเขียนให้เกิดความเพลิดเพลินด้วย
สารคดีกับบทความมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันตรงสารคดีมีความรู้เป็นแก่นมีความคิดเห็นเป็นส่วนประกอบ แต่บทความจะมีความคิดเห็นเป็นแก่น และมีความรู้สึกเป็นส่วนประกอบ
จุดมุ่งหมายของการเขียนสารคดี
๑ เพื่อให้ความรู้ อาจจะเป็นความรู้เฉพาะสาขาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์
๒ เพื่อให้ข้อเท็จจริง อาจได้มาจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนค้นคว้า รวบรวมมา ประสบด้วยตนเอง หรือได้รับการบอกเล่าโดยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งผู้เขียนนำมาเรียบเรียง เช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดีสัตว์ป่า สารคดีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
๓ แสดงความคิดเห็น หรือแนวคิด เป็นการให้แนวคิดที่มีประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านมีความคิดกว้างขวางยิ่งขึ้น
๔ เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด
ลักษณะของสารคดี
๑ เนื้อเรื่องมีสารประโยชน์ มุ่งให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิด
๒ ไม่จำกัดว่าเป็นเรื่องใด ถ้าเห็นว่ามีสาระบันเทิงก็นำมาเขียนได้
๓ สำนวนภาษาสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ผ่อนคลายความตึงเครียด
๔ ไม่ค่อยล้าสมัย ไม่จำกัดกาลเวลาเหมือนข่าว

ประเภทของสารคดี
สารคดีแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆได้แก่
๑ สารคดีวิชาการ เป็นเรื่องให้ความรู้แขนงต่างๆเช่นวิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์
๒ สารคดีทั่วไป เป็นเรื่องความรู้ทั่วๆไป เช่น ท่องเที่ยว กีฬา สงคราม อุบัติเหตุ ประเพณีวัฒนธรรม
๓ สารคดีชีวประวัติ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลมีชื่อเสียงหรือมีชื่อเสียงพิเศษ
องค์ประกอบของสารคดี
๑ คำนำ คือ การเริ่มต้นเกริ่นเรื่องให้ทราบว่าจะเขียนอะไร นำเสนอทัศนะกว้างๆไว้ก่อน ไม่ต้องอธิบายละเอียด ไม่ยาวมากประมาณย่อหน้าเดียว ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสนใจ
๒ เนื้อเรื่อง คือ การขยายความให้ได้รายละเอียดของข้อมูล โดยแทรกสถิติ ตัวอย่างประกอบเพื่อความน่าเชื่อมากยิ่งขึ้น
๓ สรุป คือ การเขียนตอนท้ายเรื่อง ต้องใช้ศิลปะในการสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่าน

สารคดี
สารคดีหมายถึง งานเขียนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่มีตัวตนจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีเจตนาเบื้องต้นในการให้สาระ ความรู้ ความคิด ทั้งนี้ ต้องมีกลวิธีการเขียนให้เกิดความเพลิดเพลินด้วย
สารคดีกับบทความมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่จะแตกต่างกันตรงทีสารคดีมีความรู้เป็นแก่น มีความคิดเห็นเป็นส่วนประกอบ แต่บทความจะมีความคิดเห็นเป็นแก่น และมีความรู้เป็นส่วนประกอบ
จุดมุ่งหมายการเขียนสารคดี
๑ เพื่อให้ความรู้ อาจเป็นความรู้เฉพาะสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวต้นเดียว ความรู้เกี่ยวกับการทำบ้านดิน
๒ เพื่อให้เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งอาจได้มาจากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ค้นคว้า รวมรวม ประสบด้วยตนเองหรือได้รับการบอกเล่าจากแหล่งน่าเชื่อถือได้ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเรียบเรียงหรือเล่าในรูปสารคดีเช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่า สารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นต้น
๓ เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือแนวคิด เป็นการให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านมีความคิดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่นสารคดีเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน
๔ เพื่อให้ความเพลิดเพลิน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด บางเรื่องอาจเป็นสารคดีที่ไม่เน้นวิชาการมากเกินไป ทั้งนี้เพื่อมุ่งสนองความต้องการของผู้อ่าน ให้เกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนานพร้อมได้สาระความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นด้วยเช่น สารคดีท่องเที่ยว
ลักษณะของสารคดี
๑ เนื้อเรื่องมีสารประโยชน์มุ่งให้ผู้อ่านมีความรู้ ความคิด
๒ ไม่จำกัดว่าเป็นเรื่องใด ถ้าเห็นว่ามีสาระบันเทิงก็นำมาเขียนได้
๓ ใช้สำนวนภาษาสร้างความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความตึงเครียดแก่ผู้อ่าน
๔ เป็นเรื่องราวที่ไม่ล้าสมัย ไม่จำกัดกาลเวลาเหมือนข่าว
ประเภทของสารคดี
๑ สารคดีวิชาการ เป็นการให้ความรู้แขนงต่างๆเช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์
๒ สารคดีทั่วไป เป็นการให้ความรู้และรอบรู้ทั่วๆไป เช่น การท่องเที่ยว งานอดิเรก สงคราม การออกกำลังกาย
๓ สารคดีชีวประวัติ เป็นการเขียนเกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือมีความสามารถเป็นพิเศษผู้เขียนต้องมีข้อมูลถูกต้อง ให้ความเป็นธรรม ปราศจากอคติลำเอียง เขียนโดยการไปสัมภาษณ์เจ้าของประวัติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้นั้น แล้วนำเอาสิ่งที่เป็นสาระมาเขียนไว้เพื่อให้เกิดความรู้ ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน
องค์ประกอบของสารคดี
๑ คำนำ คือการเริ่มต้นเรื่องโดยเกริ่นนำให้ทราบว่าจะเขียนเรื่องใด เป็นการเสนอทัศนะกว้างๆไว้ก่อน ยังไม่ต้องอธิบายรายละเอียด และไม่ต้องยาวมากนัก
๒ เนื้อเรื่อง คือ การขยายความให้รายละเอียดข้อมูล อาจแทรกสถิติ ตัวอย่างประกอบเพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลมากยิ่งขึ้น อาจมีหลายย่อหน้าก็ได้
๓ สรุป คือ การเขียนตอนท้ายที่ต้องใช้ศิลปะในการสร้างความประทับใจ อาจใช้กลวิธีสรุปโดยใช้สำนวน คำพังเพย หรือคำคม หรือทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าสนใจแก่ผู้อ่าน การเขียนสรุปมีเพียงย่อหน้าเดียว
ขั้นตอนการเขียนสารคดี
๑ การเตรียม ต้องศึกษา ติดตามเรื่องราว เอกสาร หนังสือ หรือการทดลอง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง
๒ ลงมือเขียน เมื่อรวบรวมข้อมูลพร้อมก็ตั้งชื่อเรื่อง โครงเรื่อง และลงมือเขียนรายละเอียด ใช้ภาษาชัดเจน ไม่คลุมเครือ เร้าใจให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ
๓ ทบทวนเรื่องที่เขียน ว่าสาระตรงกับชื่อเรื่องและจุดมุ่งหมายหรือไม่ ตลอดจนพิจารณาความถูกต้องของเนื้อหา
๔ การตรวจทาน ควรตรวจอ่านอย่างพินิจพิจารณาแต่ต้นจนจบ
๕ การตั้งชื่อเรื่อง ควรเหมาะแก่กาลเทศะ แปลกใหม่และคมขำ จำง่าย
สารคดีเชิงประวัติ
เป็นการเขียนประวัติบุคคล สถานที่ วัตถุ และสิ่งที่มีความสำคัญเป็นที่สนใจแก่ผู้อ่าน
การเขียนประวัติสถานที่
๑ ต้องบอกสถานที่ตั้ง
๒ ถ้าเป็นสถานที่ภูมิศาสตร์ต้องบอกลักษณะที่เกี่ยวข้อง เช่น ภูเขาต้องบอกความสูงจากระดับน้ำทะเล
๓ ที่มาของชื่อ หรือสถานที่นั้นๆความสำคัญของสถานที่นั้น

การเขียนประวัติโบราณสถาน หรือโบราณวัตถุ
๑ บอกขนาด อายุ ความเก่าแก่
๒ บอกความสำคัญของสถานที่
๓ บอกสภาพปัจจุบัน ว่าเก็บอยู่ที่ใด สำคัญอย่างไร
การเขียนประวัติบุคคลสำคัญ
๑ บอกลักษณะเด่นของบุคคลนั้นๆ เกียรติประวัติช่วงสำคัญของชีวิต
๒ เกียรติประวัติบุคคลที่ได้รับ
๓ ตอนสรุปให้ข้อคิดที่ได้จากประวัติ
การเขียนประวัติงานประเพณี
๑ บอกสาเหตุที่เกิดงานนั้น
๒ กิจกรรมที่ทำในงานตลอดจนความสำคัญ

คำถามท้ายบท
๑ สารคดีหมายถึงอะไร
๒ สารคดีแบ่งเป็นกี่ประเภท
๓ การเขียนประวัติสถานที่ต้องเขียนอะไรบ้าง
๔ การเขียนประวัติโบราณสถาน ต้องเขียนอะไรบ้าง
๕ การเขียนประวัติงานประเพณี ต้องเขียนอะไรบ้าง
๖ การตั้งชื่อสารคดีต้องคำนึงถึงสิ่งใดมากที่สุด

ศึกอินทรชิต

บทพากย์เอราวัณ

บทพากย์เอราวัณ

ผู้แต่ง
พระบาทสมเด็กพระพุทธเลิศหน้านภาลัย
พระนามเดิม คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร “ฉิม”

จุดมุ่งหมายในการแต่ง
สำหรับแสดงโขน

ลักษณะการแต่ง
กาพย์ฉบัง ๑๖

ลักษณะคำประพันธ์
- ๑ บทมี ๓ วรรค แบ่งเป็นวรรคแรก ๖ คำ วรรคสอง ๔ คำและวรรคสาม ๖ คำ
- ใน ๑ บท มีสัมผัสบังคับ ๑ แห่ง คือ
คำสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคสอง
- มีสัมผัสระหว่างบทอยู่ที่คำสุดท้ายของบทแรกกับคำสุดท้ายของวรรคแรกของบทต่อไป

เนื้อเรื่องย่อ
อินทรชิตลูกของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ เดิมชื่อรณพักตร์ เรียนวิชาศิลปศาสตร์ ณ สำนักฤาษีโคบุตร ภายหลังเรียนมนต์ชื่อมหากาลอัคคี สำหรับบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามแล้ว ก็ไปนั่งภาวนาอยู่จนครบ ๗ ปี พระเป็นเจ้าเสด็จมาพร้อมกันทั้งสามองค์
พระอิศวร ประทานศรพรหมาสตร์ และบอกเวทแปลงตัวเป็นพระอินทร์
พระพรหม ประทานศรนาคบาศ และให้พรเมื่อตายบนอากาศ ถ้าหัวขาดตกลงพื้นดินให้กลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ ต่อเมื่อได้พานทิพย์ของพระพรหมมารองรับ จึงจะไม่ไหม้
พระนารายณ์ ประทานศรวิษณุปาณัม
ครั้งหนึ่งทศกัณฐ์ให้รณพักตร์ไปปราบพระอินทร์ เมื่อรบชนะพระอินทร์ ทศกัณฐ์จึงให้ชื่อใหม่ว่า อินทรชิต แปลว่า มีชัยชนะแก่พระอินทร์
เมื่อศึกติดลงกา อินทรชิตทำพิธีชุบศรพรหมาสตร์ แต่ไม่สำเร็จ เพราะทศกัณฐ์บอกข่าวการตายของกุมภกรรณ อินทรชิตจึงออกรบโดยแปลงกายเป็นพระอินทร์ และให้การุณราชแปลงเป็นช้างเอราวัณอันงดงามเมื่อทัพพระลักษณ์เห็นก็เคลิบเคลิ้มหลงกล อินทรชิตจึงแผลงศรนาคบาศถูกตัวพระลักษณ์และทัพวานร

ข้อมูล
หนังสือเรียนภาษาไทย ม.3 กระทรวงศึกษาธิการ

http://thaikaikog.blogspot.com/2012/04/blog-post_4874.html

รู้ตำนานสืบสานวัฒนธรรม

ประวัติประเพณีสงกรานต์
ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม] กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งนาม “ธรรมบาล” ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย
ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วัน
ทางธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้
ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ
จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้
1. ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
2. ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
3. ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต (เลือด) พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังพระยาวราหะ (หมู)
4. ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มัณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
5. ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงของ้าว พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังพระยาคชสาร (ช้าง)
6. ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
7. ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)
สำหรับความเชื่อทางล้านนานั้นจะมีว่า
1. วันอาทิตย์ ชื่อ นางแพงศรี
2. วันจันทร์ ชื่อ นางมโนรา
3. วันอังคาร ชื่อ นางรากษสเทวี
4. วันพุธ ชื่อ นางมันทะ
5. วันพฤหัส ชื่อ นางกัญญาเทพ
6. วันศุกร์ ชื่อ นางริญโท
7. วันเสาร์ ชื่อ นางสามาเทวี
ตำนาน
หมายถึงเรื่องราวที่เล่าสืบทอดกันมาช้านาน มักมีเนื้อหา เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือวีรกรรมของบรรพบุรุษ อันเป็นที่มาของวัตถุหรือสถานที่สำคัญของสถานที่ของแต่ละท้องถิ่น หรือมีอีกความหมายหนึ่ง ตำนานเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ชนิดหนึ่ง การตั้งชื่อตำนานมี ๗ ลักษณะ ดังนี้
๑ ตั้งตามลักษณะภูมิศาสตร์ เช่น พื้นที่ หนอง บึง ทะเล ภูเขา เป็นการตั้งชื่อที่มีลักษณะเด่นชัด
๒ ตั้งชื่อโดยอาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ
๓ ตั้งชื่อโดยอาศัยนิทาน
๔ ตั้งชื่อจากชื่อบุคคล
๕ ตั้งจากชื่อของสัตว์
๖ ตั้งตามสถานที่เกิด
๗ ตั้งตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทบทวนก่อนสอบม.3

1.เพลงนี้มีประวัติ
-ประวัติผู้แต่ง
-ข้อคิดจากเพลงลาวดวงเดือน
-ภาษามาตรฐาน และภาษาถิ่น

2.มหัศจรรย์แห่งมะละกอ

3.พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื่้อสมุทร
-ประวัติผู้แต่ง
-สาระสำคัญของเรื่อง
4.พระบรมราโชวาท
-ประวัติผู้แต่ง
-สาระสำคัญของเรื่อง
-ข้อคิดจากเรื่องพระบรมราโชวาท
-บรรดาศักดิ์

หลักการจำอักษร กลาง สูง ต่ำ

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง


พยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียง แบ่งเป็นกลุ่มตามลักษณะการผันอักษรได้ 3 กลุ่ม เรียกว่าอักษร 3 หมู่ ดังนี้

1. อักษรกลาง ได้แก่แถวที่่ 1 มี 8 ตัวรวมกับเศษวรรค 1 ตัว รวมเป็น 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ

หรือการที่จะจำอักษรกลางให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า ไก่ จิก เด็ก ตาย เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง

ไก่ ( ก ) จิก ( จ ) เด็ก( ฎ ) ตาย ( ฏ ) เด็ก ( ด ) ตาย ( ต ) บน ( บ ) ปาก ( ป ) โอ่ง ( อ )

2. อักษรสูง แถวที่ 5 รวมกับเศษวรรค มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห

การที่จะจำอักษรสูงให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า ผี ฝาก ถุง ข้าว สาร ให้ ฉัน

ผี ( ผ ) ฝาก ( ฝ ) ถุง ( ฐ ถ ) ข้าว ( ฃ ข ) สาร ( ศ ษ ส ) ให้ ( ห ) ฉัน ( ฉ )

3. อักษรต่ำ แถวที่ 3-4 รวมกับเศษวรรค มี 24 ตัว สำหรับอักษรต่ำสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทครับ คืออักษรคู่และอักษร

เดี่ยว อักษรคู่คืออักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับกับอักษรสูง เช่น ข กับ ค พ กับ ผ

3.1 อักษรคู่จะอยู่ในแถวที่ 2-3 มี 14 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ

การที่จะจำอักษรต่ำประเภทอักษรคู่ให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า พ่อ ค้า ฟัน ทอง ซื้อ ช้าง ฮ่อ

พ่อ ( พ ภ ) ค้า ( ค ฅ ) ฟัน ( ฟ ) ทอง ( ฒ ฑ ท ธ ) ซื้อ ( ซ ) ช้าง ( ช ) ฮ่อ (ฮ )

3.2 อักษรเดี่ยว มี 10 ตัว ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ

การที่จะจำอักษรต่ำประเภทอักษรเดี่ยวให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า งู ใหญ่ นอน อยู่ ณ ริม วัด โม ฬี โลก

งู ( ง ) ใหญ่ ( ญ ) นอน ( น ) อยู่ ( ย ) ณ( ณ ) ริม ( ร ) วัด ( ว ) โม ( ม ) ฬี ( ฬ ) โลก ( ล )

มหัศจรรย์แห่งมะละกอ

บทเพลงส้มตำ เป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
มะละกอ เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักดี และนิยมรับประทานทั้งผลสุกที่มีเนื้อหวานอร่อย และผลดิบนำมาประกอบอาหารคือ ส้มตำ
บทความวิชาการเรื่อง มหัศจรรย์แห่งมะละกอ เดิมมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ช่วง คริสต์ศตวรรษ (ค.ศ.) ที่ ๑๖-๑๗ ชาวสเปนและชาวโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสยามได้นำมะละกอมาจากเมืองมะละกา สันนิษฐานว่า คำว่า “มะละกอ” คงจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “มะละกา”
มะละกอเป็นพืชล้มลุก มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Carica papaya Linn. อยู่ในวงศ์ Caricaceae มีชื่อเรียกหลายชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ดังนี้
ภาษาถิ่นอีสาน เรียก บักหุ่ง หมักหุ่ง
ภาษาถิ่นใต้ เรียก ลอกอ ก้วยลา มะเต๊ะ
ภาษาถิ่นเหนือ เรียก มะก้วยเต้ด

เสริมความรู้
๑.การเขียนบทความทางวิชาการ
๒.ภาษา
๓.ปริศนาคำทาย

การเรียบเรียงบทความเชิงวิชาการ มีหลักดังนี้
๑.รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอาจสอบถามจากผู้รู้ หรืออาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้เขียนก็ได้ หรือ สารานุกรม พจนานุกรม หนังสือ วารสารวิชาการ
๒.ตรวจสอบข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่
๓.กลั่นกรองข้อมูลเลือกข้อมูลที่เหมาะสมเป็นประโยชน์
๔.จัดลำดับข้อมูล กำหนดชื่อเรื่อง โครงเรื่องและหัวข้อเรื่อง รูปแบบในการนำเสนอ
๕.เรียบเรียงด้วยภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน จัดลำดับความคิดไม่ให้สับสน
๖.ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้องของเนื้อหาสาระ
ภาษา
ภาษาคือสำเนียงที่คนส่วนใหญ่ใช้สื่อสารกันเรียกว่าภาษากลาง ส่วนภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามภูมิภาคและแตกต่างจากภาษากลางเรียกว่า ภาษาถิ่น
ภาษามาตรฐาน คือภาษาที่คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นภาษาหลักใช้สื่อสาร
ภาษาราชการ คือภาษาเดียวกับภาษามาตรฐาน (คือภาษาไทยกรุงเทพ)
ภาษาถิ่น คือภาษาที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่นภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษากลาง ภาษาใต้
ปริศนาคำทาย (Folk Riddles) หมายถึงปัญหาหรือคำถามซึ่งผู้ถามอาจถามตรงๆหรือถามทางอ้อม เป็นถ้อยคำที่ยกขึ้นมาเป็นเงื่อนงำให้ทายกัน เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของไทยที่นิยมทั้งเด็กผู้ใหญ่มาช้านานทุกภูมิภาค
ลักษณะของปริศนาคำทาย
๑.นิยมใช้คำคล้องจอง ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน ทำให้จดจำได้ง่าย
๒.ไม่นิยมถามตรงๆแต่จะใช้สิ่งเปรียบเทียบ
๓.มีการท้ายทายให้ผู้ไขปริศนาพยายามคิด
ประโยชน์ที่ได้รับ
๑.ในด้านให้ความบันเทิง การเล่นปริศนามีคุณค่าให้ความบันเทิงแก่คนไทย
๒.ฝึกเชาว์ไหวพริบ การเล่นปริศนาช่วยฝึกฝนเชาว์ไหวพริบ เสริมสร้างสติปัญญา ความคิดปลูกฝังให้ผู้เล่นรู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
๓.ผู้เล่นจะได้รับความรู้ด้านต่างๆเช่น สำนวนภาษา สังคมวิทยา และธรรมชาติวิทยา
๔.ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

การบ้าน
1.ศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจและเขียนเรียบเรียงเป็นบทความวิชาการ แล้วนำไปโพสต์ในภาษาไทยม.๓ ไม่เกิน ๒ หน้ากระดาษ

2 ให้นักเรียนค้นคว้าแล้วตอบคำถามเรื่องต่อไปนี้

1.ประวัติของมะละกอ
2.ข้อคิดที่ได้จากการอ่านบทความวิชาการเรื่อง “มหัศจรรย์แห่งมะละกอ”
3.หลักการเขียนบทความวิชาการมีอะไรบ้าง
4.ภาษามาตรฐาน ภาษาราชการ หมายถึงอะไร
5.ภาษามาตรฐานที่สอนในโรงเรียนมีลักษณะอย่างไร
6.ภาษาถิ่นคืออะไร

เพลงนี้มีประวัติ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม


ผู้นิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม

เพลงนี้มีประวัติ
เพลงลาวดวงเดือน เดิมชื่อเพลง “ลาวดำเนินเกวียน” แต่มีคำว่าดวงเดือนมาก จึงเรียกกันว่าเพลง “ลาวดวงเดือน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุล “เพ็ญพัฒน์” ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดากรกฏ ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๒๕ เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรกรรมจากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ กลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ
ราวปี พ.ศ.๒๔๔๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัย ให้อุดหนุนการทำผ้าไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหม ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม พร้อมกับสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ต่อมาวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๖ กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต,กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น “กรมช่างไหม”โดยมีพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก
งานหลักของกรมช่างไหม คือการดำเนินงานตามโครงการองสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวันเรียกว่า “โรงเรียนกรมช่างไหม”เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๗ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของเจ้าพรยามหินทรศักดิ์ธำรง(เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดากรกฏ มีชื่อเรียกว่า วังท่าเตียน มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกว่าปรินส์เทียเตอร์
ที่มาของเพลง
กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทย ทรงโปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า “วงพระองค์เพ็ญ”พระองค์ทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงทีสามารถ เมื่อครั้งเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๖ พระชันษา ๒๑ ได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่ และเจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ได้ทรงโปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์เข้าทรงงานในกระทรวงเกษตราธิการทรงรับผิดชอบการเลี้ยงไหม เป็นเหตุให้ต้องเสด็จตรวจเยี่ยมศูนย์การทำไหมในมลฑลต่างทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ได้ทรงหยุดประทับแรมบรรทมในเกวียน บรรยากาศในยามค่ำคืนอันเงียบเหงาทำให้ทรงหวนคิดถึงความรักครั้งแรกซึ่งไม่สมพระประสงค์ จึงได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน (ลาวดวงเดือน) เพลงนี้ หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง เพื่อสะท้อนถึงความรัก ความคิดถึง รวมทั้งความทุกข์ระทมที่เกิดจากความผิดหวัง มาตลอดพระชนม์ชีพ ทรงดัดแปลงและนำท่วงทำนองเพลงลาวดำเนินทราย ของพระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงลาวมาใช้ และพระราชทานชื่อเพลงว่าลาวดำเนินเกวียน (หรือลาวดวงเดือน) เพลงลาวดวงเดือนนี้เป็นเพลงที่นิยมและแพร่หลายมาก ปัจจุบันได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ นำทำนองไปแต่งใส่คำร้องภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่นและนำไปแปลงเป็นเพลงไทยเดิมชื่อเพลง โสมส่องแสง
ข้อคิด
๑ ความประทับใจซาบซึ้งกับคนรัก อารมณ์เศร้าว้าเหว่ ที่มากระทบใจของกวี ส่งผลให้เกิดผลงานที่ไพเราะ ภาษาที่งดงาม
๒ ผลงานศิลปะ คำประพันธ์ที่ไพเราะจะเป็นที่รู้จักและจดจำเป็นมรดกของชาติ อีกทั้งยังจะแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ
๓ การนำผลงานที่มีอยู่เดิมมาดัดแปลงทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่เป็นการทำลายของเก่าหรือทำให้ของเก่าหมดคุณค่า
๔ การศึกษาประวัติของศิลปินทำให้ทราบที่มาของผลงานทางศิลปะ ทำให้เกิดความประทับใจ