การใช้ภาษาแสดงทรรศนะ

ใช้ภาษาแสดงทรรศนะ
ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงทรรศนะของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งย่อมเป็นปกติวิสัยที่พึงกระทำ หากทรรศนะนั้น แสดงออกโดยบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ทางสร้างสรรค์ และด้วยเจตนาอันดีต่อสังคมแม้จะแตกต่างหรือขัดแย้งกันย่อมนับได้ว่าเป็นประโยชน์ เพราะจะช่วยให้บุคคลอื่นๆ ได้มีโอกาสใช้ดุลยพินิจตัดสินใจเลือกวิถีทางแก้ปัญหาได้หลายทางด้วยความสุขุมรอบคอบขึ้น
ทรรศนะ ตามรูปศัพท์ หมายถึง ความเห็น การเห็น อาจเขียนว่า ทัศนะ ก็ได้ ปัจจุบัน ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบด้วยเหตุผล โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ
ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ๓ ส่วน คือ
๑.ที่มา หมายถึง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการแสดงทรรศนะ
๒.ข้อสนับสนุน หมายถึงเหตุผล ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริง หลักการ ทรรศนะ หรือ มติของผู้อื่นที่ผู้แสดงทรรศนะนำมาสนับสนุนข้อสรุปของตน
๓.ข้อสรุป เป็นส่วนสำคัญที่สุดของทรรศนะ เป็นสารซึ่งผู้แสดงทรรศนะนำมาเสนอให้ผู้อื่นพิจารณายอมรับหรือนำไปปฏิบัติ อาจเป็นข้อเสนอแนะ ข้อวินิจฉัย ข้อสันนิษฐาน หรือการคาดการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
ทรรศนะของบุคคลมีข้อแตกต่างกัน
บุคคลจะมีทรรศนะแตกต่างกันไปอันเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ คือ
๑.คุณสมบัติทางธรรมชาติ เช่น ไหวพริบ เชาวน์ ปฏิภาณ ความถนัด ซึ่งต้องอาศัยการส่งเสริมและสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม จึงจะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการแสดงทรรศนะของบุคคลจะข้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก
๒.อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม หมายรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือกระทำ และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติอันแวดล้อมตัวมนุษย์อยู่ทำให้มนุษย์มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อและค้านิยมแตกต่างกัน บุคคลที่มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ และค่านิยมแตกต่างกัน ย่อมจะแสดงทรรศนะแตกต่างกันไปด้วย

ประเภทของทรรศนะ
๑.ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นการสันนิษฐานว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วนั้นมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร หรืออาจเป็นการคาดการณ์เรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคตก็ได้
๒. ทรรศนะเกี่ยวกับค่านิยมหรือคุณค่า เป็นทรรศนะที่ประเมินว่า สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ประเมินโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในประเดียวกัน
๓. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย เป็นการเสนอแนะให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยมีขั้นตอนในการทำงานว่าควรทำอย่างไร จุดประสงค์ ประโยชน์ที่ได้รับ เมื่อเกิดปัญหาแล้วจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร
สรุปประเภทของการแสดงทรรศนะ
๑. ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ เดา สันนิฐาน คาดคะเนใช้เหตุผลสรุป
๒. ค่านิยมคุณค่า ประเมิน ดีไม่ดี เปรียบเทียบ
๓. นโยบาย สังเคราะห์ แนะนำ
ภาษาที่ใช้ในการแสดงทรรศนะ
๑. การใช้สรรพนามบุรุษที่๑ ประกอบกับคำกริยาหรือกลุ่มคำกริยาที่ชี้ชัดว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่นดิฉันเห็นว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผมขอสรุปว่า พวกเรามีความเห็นว่า ที่ประชุมมีมติว่า เราขอเสนอแนะว่า
๒. การใช้คำหรือคำที่ชี้ชัดว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น คำว่า น่า น่าจะ คง คงจะควร ควรจะ พึง พึงจะ มัก มักจะ สม สมจะ ดูจะ เห็นจะ ควรต้องจะ
ปัจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ
๑.ปัจจัยภายนอก เช่น สื่อ ผู้รับสาร บรรยากาศแวดล้อม เวลา สถานที่
๒.ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษา ความชื่อมั่นในตนเอง ความรู้ประสบการณ์ทัศนคติ สติปัญญาและความพร้อมทางร่างกาย

การประเมินค่าทรรศนะ
ทรรศนะที่ดีจะต้องมีลักษณะดังนี้
๑. ก่อประโยชน์ให้แก่บุคคลส่วนใหญ่
๒. มีคุณค่าในทางสร้างสรรค์ คือ เสนอแนะสิ่งแปลกใหม่ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้และยังธำรงสิ่งดีงามของสังคมไว้
๓. มีความสมเหตุสมผล คือ ข้อสนับสนุนมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือได้
๔. เหมาะแก่การและกาลเทศะ
๕. ภาษาที่ใช้มีความแจ่มแจ้งชัดเจน ตรงตามความต้องการและเหมาะแก่ระดับการสื่อสาร

เหตุผลกับภาษา

เรื่อง เหตุผลกับภาษา
มนุษย์มีภาษาเป็นเครื่องมือในการใช้เหตุผล และในการพัฒนาสมรรถภาพการใช้เหตุผลของตนโดยอาศัยสติปัญญาความรู้และความเขาใจหลักความจริงต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากมนุษย์จะมีภาษาเป็นเครื่องมือในการใช้เหตุผลแล้ว ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการใช้เหตุผลด้วยซึ่งเรียกว่า วิชาตรรกวิทยา
การพัฒนาศักยภาพการใช้เหตุผล หมายถึงการทำให้มีคุณภาพความหนักแน่นและความรัดกุมของการใช้เหตุผลสูงขึ้น อย่างมีหลักเกณฑ์และเป็นระบบ
เหตุผล หมายถึง ความคิดอันเป็นหลักทั่วไป กฎเกณฑ์รวมทั้งข้อเท็จจริงที่สนับสนุนข้อสรุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัดสินใจหรือข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การแสดงเหตุผลนั้น จำเป็นต้องแสดงข้อสรุปที่เหตุผลนั้นสนับสนุนด้วย จึงจะทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ โครงสร้างของการแสดงเหตุผล ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ
๑ ตัวเหตุผล หรือ ข้อสนับสนุน
๒ ข้อสรุป
ภาษาที่ใช้แสดงเหตุผล ควรสังเกตดังนี้
๑ การใช้สันธานมี ๒ ประเภท คือ
๑.๑ สันธานที่เรียง “เหตุผล” ไว้ก่อน “ข้อสรุป” ได้แก่ จึง,ดังนั้น…จึง,เพราะ…ฉะนั้น
๑.๒ สันธานที่เรียง “ข้อสรุป” ไว้ก่อน “เหตุผล” ได้แก่ เพราะ, เพราะว่า
๒ การเรียบเรียงข้อความ ได้วางส่วนที่เป็นเหตุผล และส่วนที่เป็นข้อสรุปไว้ให้เหมาะสมไม่ต้องใช้สันธาน การเรียบเรียงแบบนี้ใช้เมื่อต้องการให้เนื้อหาของข้อความไม่หนักเกินไป
๓ การใช้กลุ่มคำ กลุ่มคำที่ใช้นี่จะบ่งชี้ว่าข้อความที่ตามมาเป็นเหตุผลหรือข้อสรุป เช่น กลุ่มคำว่า “ขอสรุปว่า” “ที่สรุปเช่นนี้มีเหตุผลสำคัญคือ” การเรียบเรียงแบบนี้ผู้ส่งสารมุ่งจะชี้เหตุผลและข้อสรุปให้ชัดเจนลงไป
๔ การให้เหตุผลหลายๆข้อประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แกข้อสรุป
วิธีแสดงเหตุผลและการอนุมาน
การอนุมาน คือกระบวนการคิดในการหาข้อสรุปจากเหตุผลที่มีอยู่ มี ๒ ประเภทคือ
-การอนุมานด้วยวิธีนิรมัย
-การอนุมานด้วยวิธีอุปนัย
๑ การอนุมานด้วยวิธีนิรมัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อย เช่น มนุษย์ทุกคนต้องการปัจจัยสี่ ฉันเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ฉันต้องการปัจจัยสี่
๒ การอนุมานด้วยวิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวม มี ๓ ลักษณะ คือ
๒.๑ การอนุมานโดยเริ่มจากข้อสนับสนุนที่เป็นกรณีย่อยเฉพาะย่อยๆ กี่กรณีก็ได้แล้วสรุปเป็นกรณีรวม
๒.๒ การอนุมานโดยการเปรียบเทียบ เช่น เขาเล่นฟุตบอลเก่ง เหมือนพี่ของเขา
๒.๓ การอนุมาน โดยพิจารณาสาเหตุ ผลลัพธ์ สัมพันธ์กัน มี ๓ ลักษณะ คือ
การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ คือ รู้สาเหตุ แล้วอนุมานว่าสาเหตุนั้นควรทำให้เกิดผลลัพธ์อะไร เช่น นักเรียนต้องขยันทำโจทย์ในแบบฝึกหัด จึง จะสอบผ่าน
การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุ คือ รู้ผลลัพธ์ แล้วอนุมานว่าผลลัพธ์นั้นควรเกิดมาจากสาเหตุใด เช่น ผลการสอบไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะ ความไม่เอาใจใส่ของเขาเอง
การอนุมานจากผลลัพธ์ไปหาผลลัพธ์ คือรู้จักผลลัพธ์หนึ่งแล้วอนุมานว่าผลลัพธ์นั้นควรทำให้เกิดผลลัพธ์อื่นใดตามมาด้วย เช่น เมื่อเข้าใจคณิตศาสตร์ จึงสอบผ่านคณิตศาสตร์ และยังผ่านฟิสิกส์ด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับภาษา

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความคิด
แบ่งเป็น ๓ คือ บทบาทของภาษาไทยในการพัฒนาความคิด วิธีคิดและการคิดเพื่อแก้ปัญหา
ภาษาพัฒนาความคิดและความคิดพัฒนาภาษาได้อย่างไร
ความคิด คือ ผลของกระบวนการคิด หรือ ผลของความคิด
มนุษย์แสดงความคิดออกมาได้โดยการกระทำและโดยการใช้ภาษา การกระทำบางอย่างคนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าผู้กระทำคิดอย่างไร ผู้กระทำจึงต้องอธิบายให้เข้าใจด้วย
การใช้ภาษาเพื่อแสดงความคิดเห็นของเรานอกจากจะช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจแล้วยังมีโอกาสได้ขัดเกลาความคิดของตนให้พัฒนายิ่งๆขึ้น
ในขณะที่คิดนั้นยังใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการคิดโดยอัตโนมัติ หากความคิดอยู่ในวงจำกัด การใช้ภาษาก็ถูกจำกัดไปด้วย ถ้ามีความสามารถในการคิดสูงการใช้ภาษาก็สูงไปด้วย
การคิดวิเคราะห์มีลักษณะอย่างไร
คือระเบียบวิธีคิดพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยแยกแยะเป็นส่วนๆทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งและเข้าใจถึงความสัมพันธ์กันอย่างไร มีแนวทางดังนี้
๑ จะคิดวิเคราะห์เรื่องอะไร ๒ เพื่ออะไร ๓ ใช้เครื่องมืออะไร ๔ วิเคราะห์อย่างไร
๕ แล้วรายงานผลการวิเคราะห์ให้เป็นระเบียบ
จุดหมายปลายทางของการวิเคราะห์คือเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
วิธีคิดสังเคราะห์มีลักษณะอย่างไร
การวิเคราะห์ คือ แยกออกพิจารณา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ
การสังเคราะห์ คือ เป็นการรวมส่วนต่างๆ ให้ประกอบกันเข้าด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นสำหรับจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การคิดสังเคราะห์ คือ ระเบียบวิธีคิดรวมส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน โดยใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป มีแนวทางดังนี้
๑ เราจะสร้างอะไร
๒ เพื่อประโยชน์อะไรหรือเพื่ออะไร
๓ ใช้เครื่องมืออะไรในการรวมส่วน จึงจะเหมาะสม
๔ ผลของการสังเคราะห์ตรงกับจุดมุ่งหมายหรือไม่
วิธีคิดประเมินค่ามีลักษณะอย่างไร
คือการคิดโดยใช้ดุลยพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า ดี เลว มีคุณ โทษ แค่ไหน เพียงไร ซึ่งจะต้องเข้าใจจากการวิเคราะห์ แล้วเลือกใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม ชัดเจน เพื่อประเมินค่าได้แม่นยำ หากไม่ใช้เกณฑ์ อาจเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นที่มีความสมเหตุผลมาเปรียบเทียบได้
วิธีคิดแก้ปัญหามีลักษณะอย่างไร
เรามักจะประสบปัญหาอยู่เสมอดังนั้นจึงควรเรียนรู้หลักการคิดแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาอยู่ ๓ ประเภทคือ
๑ ปัญหาเฉพาะบุคคล ได้แก่ ปัญหาเกิดกับบุคคลใดคนหนึ่ง
๒ ปัญหาเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ปัญหากลุ่มที่ประสบความยุ่งยากร่วมกัน
๓ ปัญหาสาธารณะ ได้แก่ ปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ และสังคมโดยตรงและโดยอ้อม
หลักการคิดเพื่อแก้ปัญหามีดังนี้
๑ วิเคราะห์ประเภทปัญหา สาเหตุ สภาพแวดล้อมของปัญหาเพื่อให้เข้าใจ
๒ วางเป้าหมายในการแก้ปัญหา
๓ คิดหาวิธีแก้ปัญหา โดยใช้ระเบียบวิธีคิดเชิงสังเคราะห์
๔ ประเมินคุณค่าวิธีทางแก้ปัญหา แล้วเลือกวิธีที่ดีที่สุดไปใช้
แบบฝึกหัดท้ายบท
๑ ความคิดหมายถึงอะไร
๒ การพัฒนาความคิดมีความสัมพันธ์กับเรื่องใด
๓ “ระเบียบวิธีคิดโดยแยกพิจารณาเป็นส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งและพิจารณาถึงสายสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน”เป็นความหมายของการคิดแบบใด
๔ “ระเบียบวิธีคิดโดยใช้ดุลยพินิจตัดสินคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”เป็นความหมายของการคิดแบบใด
๕ การคิดแก้ปัญหามีหลักสำคัญอย่างไร
๖ “ปัญหาคนขาพิการมาตั้งแต่กำเนิด”เป็นปัญหาแบบใด
๗ “ปัญหาบัณฑิตจบใหม่ตกงาน”เป็นปัญหาแบบใด
๘ คำว่า“แพงทั้งแผ่นดิน”เป็นปัญหาแบบใด
๙ “ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”เมื่อฐิติมาได้ฟังกลอนบทนี้จากโทรทัศน์แล้วคิดว่า “กลอนบทนี้ไพเราะดีนะ ช่วยเตือนใจให้คนไทยมีความสามัคคี ฟังแล้วรู้สึกรักชาติเกิดความห่วงใย อยากจะรักษาเอกราชของชาติไทยไว้ตลอดไป”การที่ฐิติมาพูดเช่นนี้ แสดงว่าฐิติมาใช้ทักษะการคิดระดับใดได้

กาพย์เห่เรือ

บทเห่เรือเก่าแก่ที่สุดที่มีต้นฉบับตกทอดมาถึงปัจจุบัน คือพระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เดิมเป็นบทเห่เรือเล่น ทรงพระนิพนธ์เพื่อใช้เป็นบทเห่เรือพระที่นั่งของพระองค์เองเมื่อครั้งตามเสด็จสมเด็จพระราชบิดาไปนมัสการและสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ในสมัยรัตนโกสินทร์นำมาเป็นบทเห่เรือกระบวนหลวง

ตัวอย่างกาพย์เห่เรือ บทชมนก

หลักการจำอักษร กลาง สูง ต่ำ

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง


พยัญชนะไทยมี 44 รูป 21 เสียง แบ่งเป็นกลุ่มตามลักษณะการผันอักษรได้ 3 กลุ่ม เรียกว่าอักษร 3 หมู่ ดังนี้

1. อักษรกลาง ได้แก่แถวที่่ 1 มี 8 ตัวรวมกับเศษวรรค 1 ตัว รวมเป็น 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ

หรือการที่จะจำอักษรกลางให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า ไก่ จิก เด็ก ตาย เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง

ไก่ ( ก ) จิก ( จ ) เด็ก( ฎ ) ตาย ( ฏ ) เด็ก ( ด ) ตาย ( ต ) บน ( บ ) ปาก ( ป ) โอ่ง ( อ )

2. อักษรสูง แถวที่ 5 รวมกับเศษวรรค มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห

การที่จะจำอักษรสูงให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า ผี ฝาก ถุง ข้าว สาร ให้ ฉัน

ผี ( ผ ) ฝาก ( ฝ ) ถุง ( ฐ ถ ) ข้าว ( ฃ ข ) สาร ( ศ ษ ส ) ให้ ( ห ) ฉัน ( ฉ )

3. อักษรต่ำ แถวที่ 3-4 รวมกับเศษวรรค มี 24 ตัว สำหรับอักษรต่ำสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทครับ คืออักษรคู่และอักษร

เดี่ยว อักษรคู่คืออักษรต่ำที่มีเสียงคู่กับกับอักษรสูง เช่น ข กับ ค พ กับ ผ

3.1 อักษรคู่จะอยู่ในแถวที่ 2-3 มี 14 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ

การที่จะจำอักษรต่ำประเภทอักษรคู่ให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า พ่อ ค้า ฟัน ทอง ซื้อ ช้าง ฮ่อ

พ่อ ( พ ภ ) ค้า ( ค ฅ ) ฟัน ( ฟ ) ทอง ( ฒ ฑ ท ธ ) ซื้อ ( ซ ) ช้าง ( ช ) ฮ่อ (ฮ )

3.2 อักษรเดี่ยว มี 10 ตัว ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ

การที่จะจำอักษรต่ำประเภทอักษรเดี่ยวให้ได้ง่าย ๆ ให้ท่องว่า งู ใหญ่ นอน อยู่ ณ ริม วัด โม ฬี โลก

งู ( ง ) ใหญ่ ( ญ ) นอน ( น ) อยู่ ( ย ) ณ( ณ ) ริม ( ร ) วัด ( ว ) โม ( ม ) ฬี ( ฬ ) โลก ( ล )

คำราชาศัพท์

การแบ่งคำราชาศัพท์
คำราชาศัพท์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้คำให้เหมาะสมแก่ฐานะของบุคคลตามแบบแผนประเพณีไทย
ความหมายและความสำคัญของราชาศัพท์
คำราชาศัพท์แปลตรงตามตัว หมายถึง ถ้อยคำสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน แต่ตามที่นิยมยึดถือกันมาจนปัจจุบัน หมายถึง ถ้อยคำที่กำหนดไว้สำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ ทั้งโดยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษรเมื่อประสงค์ที่จะ
๑.สื่อสารโดยตรงกับผู้ที่ควรเคารพ
-พระเจ้าแผ่นดิน
-พระบรมวงศานุวงศ์
-พระสงฆ์
-ข้าราชการ
-บุคคลทั่วๆไป
ราชาศัพท์มีหลักเกณฑ์เป็นระบบเหมาะแก่ยุคสมัยและบริบททางสังคม สอดคล้องกับธรรมชาติของภาษาการใช้คำราชาศัพท์ นอกจากเป็นการรักษาแบบแผนทางภาษาที่ดีงามไว้แล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพที่บุคคลพึงมีต่อบุคคลอื่นที่ควรเคารพ
ที่มาของคำราชาศัพท์
สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ทางคือ ทางสังคมและประวัติศาสตร์ และทางภาษา
ทางสังคมและประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์ที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์มีวิวัฒนาการมาแต่โบราณ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระประมุขของชาติตลอดมาหลายร้อยปี
ทางภาษา จะเห็นว่าคำราชาศัพท์ที่ใช้เรียกเครือญาติ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย สิ่งของ กิริยาอาการ และกิจกรรมต่างๆ มีทั้งจากคำไทยดั้งเดิมและคำที่ไทยรับมาจากภาษาอื่นที่สำคัญ คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร
ราชาศัพท์ที่ตกแต่งขึ้นจากคำไทยดั้งเดิม
๑.คำที่ใช้เรียกเครือญาติ เช่น พี่ น้อง ลูก อาจตกแต่งให้เป็นคำราชาศัพท์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ โดยมีคำอื่นเข้าประกอบดังนี้
พระเจ้าพี่ยาเธอ หมายถึง พระองค์เจ้าที่เป็นพี่ชายของพระเจ้าแผ่นดิน
พระเจ้าน้องยาเธอ หมายถึง พระองค์เจ้าที่เป็นน้องชายของพระเจ้าแผ่นดิน
๒.คำที่ใช้เรียกส่วนต่างๆของร่างกาย และสิ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย เช่น กราม เต้านม ไหปลาร้า ตกแต่งโดยเติมคำว่า “พระ”นำหน้า
๓.คำที่ใช้เรียกกริยาอาการ เช่น ไอ จาม ยืน เป่าขลุ่ย นั่งเรือ เติมคำว่า “ทรง” หน้าคำกริยาหรือคำนามนั้น
๔.คำที่ตกแต่งให้เป็นคำราชาศัพท์โดยเติมคำว่า ทรง ลงข้างหน้า
๕.ใช้เรียกเครื่องใช้ทั่วไป ภาชนะใช้สอยเช่นเตียง ที่นั่ง เติมคำว่า พระ
ราชาศัพท์ที่ตกแต่งขึ้นมาจากภาษาอื่น
๑.คำที่เรียกญาติ เช่น ปู่ ตา แม่ ใช้คำมาจากภาษาบาลีสันสกฤต
๒.ใช้เรียกส่วนต่างๆของร่างกายเช่น มือ ขา ตา เมื่อจะทำให้เป็นคำราชาศัพท์ใช้คำที่รับมาจากภาษาอื่น มีคำไทยบ้าง โดยเติมคำว่าพระ
๓.คำนามและคำกริยาที่เกี่ยวกับกริยาอาการต่างๆเช่น คำสั่ง คำพูด ความช่วยเหลือ เมื่อใช้เป็นคำราชาศัพท์จะใช้คำมาจากภาษาอื่น
๔.คำเรียกเครื่องใช้ทั่วไป เช่น ปิ่นโต ต่างหู พัด เมื่อจะทำให้เป็นคำราชาศัพท์ใช้คำไทยที่รับมาจากภาษาอื่น หรือเติมคำว่า พระ ข้างหน้า
ข้อสังเกตอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้คำราชาศัพท์
๑.การใช้คำว่า “ทรง”
-ทรง+คำกริยาธรรมดา=กริยาราชาศัพท์ ทรงช้าง ทรงเรือ ทรงยืน
-ทรง+คำนามธรรมดา =กริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงม้า ทรงฟุตบอล
-ทรง+คำนามราชาศัพท์=กริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงพระกรุณา
๒.การใช้คำ “เสด็จ”
-ใช้คำนำหน้ากริยาธรรมดาเพื่อเป็นคำราชาศัพท์ เช่น เสด็จไป เสด็จกลับ เสด็จออก
-ใช้นำหน้าคำนามราชาศัพท์ ทำให้เป็นราชาศัพท์ เช่น เสด็จพระราชดำเนิน มีความหมายว่าเดินทางโดยยานพาหนะหรือเดินทางลาดพระบาท ต้องเติมคำอันแสดงใจความสำคัญไว้ข้างหลัง
-ทรงดำเนิน หมายถึง ก้าวเดิน
๓.การใช้คำ พระบรม พระราช พระ
-พระบรม ใช้เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
-พระราช ใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
-พระ ใช้นำหน้าคำที่เป็นอวัยวะ เครื่องใช้ ของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า สมเด็จพระสังฆราช
๔.คำกราบบังคมทูล
-คำกราบบังคมทูลอย่างเป็นทางการใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” และคำลงท้ายว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”
-คำกราบบังคมทูลอย่างไม่เป็นทางการไม่ต้องมีคำขึ้นต้นและคำลงท้าย ถ้ามีพระราชดำรัสถามว่า “เธอสนใจวิชาอะไร” นักเรียนจะกราบบังคมทูลได้ดังนี้ “ข้าพระพุทธเจ้าสนใจวิชาประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าข้า”
-คำกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯใช้คำขึ้นต้นว่า “ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองพระบาท” ใช้คำลงท้ายว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ” และใช้สรรพนามแทนตัวผู้พูดว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และสรรพนามแทนพระองค์ว่า “ใต้ฝ่าละอองพระบาท”
การใช้คำราชาศัพท์ตามสำนวนไทย
๑.ให้ใช้ “เฝ้าฯรับ” หรือ เฝ้าฯรับเสด็จพระราชดำเนิน”หรือ รับเสด็จ ไม่ใช้ “ถวายการต้อนรับ” เพราะมีลักษณะเป็นสำนวนภาษาต่างประเทศ
๒.ให้ใช้ “มีความจงรักภักดี”หรือ “แสดงความจงรักภักดี” ไม่ใช้ “ถวายความจงรักภักดี”
๓.ให้ใช้ “หน้าที่นั่ง” หรือ เฉพาะพระพักตร์”ไม่ใช้ “หน้าพระที่นั่ง” หรือ “หน้าพระพักตร์”
การใช้คำราชาศัพท์ให้ถูกต้องตามเหตุผล
๑.คำว่า “อาคันตุกะ”และ “พระราชอาคันตุกะ”ให้ดูเจ้าของบ้าน ดังนี้
สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒ เป็นราชอาคันตุกะ ใน หรือ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชอาคันตุกะของประธานาธิบดีจอห์นสัน
๒.ถวายของเล็ก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ใช้ “ทูลเกล้าฯถวาย” อ่านว่า ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
ถวายของใหญ่ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ใช้ “น้อมเกล้าฯถวาย” อ่านว่า น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม
การใช้คำราชาศัพท์สำหรับผู้ที่ควรแก่การเคารพอื่นๆนอกเหนือจากพระราชวงศ์
การใช้คำราชาศัพท์สำหรับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องใช้ให้ถูกต้องตามแบบแผนโดยคำนึงถึงความเคารพอย่างสูง
การใช้ราชาศัพท์สำหรับพระศาสดาของศาสนาอื่น ควรใช้แสดงคารวะให้ถูกต้องตามแบบแผน ขนบนิยม หรือตามทางการกำหนด