เย็นศิระเพราะพระบริบาล

เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นเพลงประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้บรรเลงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเป็นทางการและบรรเลงเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับจากสถานที่นั้น ปัจจุบันใช้เป็นเพลงประจำพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารด้วย รวมทั้งองคมนตรี ไปงานในฐานะผู้แทนพระองค์ นอกจากนี้ยังใช้บรรเลงเมื่อจบพิธีของทางราชการ และบรรเลงก่อนหรือหลังการแสดงมหรสพ อาจบรรเลงโดยขับร้องร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
คำร้องสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบกษัตริย์มายาวนาน แม้จะเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ศาสนา
เนื้อเพลงนี้ คือเนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน

ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บุญดิเรก
เอกบรมจักริน พระสยามินทร์
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษฎ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย ชโย
วาระและโอกาสในการใช้

1.พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ต้องบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
2.พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมกับประมุขต่างประเทศ ให้บรรเลงเพลงชาติของประมุขต่างประเทศ ก่อน แล้วจึง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รับเสด็จฯ เมื่อประมุขต่างประเทศเสด็จฯ กลับ หรือไปตามลำพัง ให้บรรเลงเพลงชาติของประเทศนั้น เพื่อ ส่งเสด็จฯ
3.พิธีที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนิน ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
4.พิธีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
5.พิธีที่ผู้แทนพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในงานเสด็จพระราชดำเนินต่างๆ
ถ้าผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
ถ้าผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น เมื่อผู้แทนพระองค์มาถึง ไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ และเมื่อผู้แทนพระองค์นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงานและปิดงาน เมื่อผู้แทนพระองค์กลับไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ
6.การใช้ในช่วงเวลาก่อนฉายภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์หรือสถานที่ที่มีการฉายภาพยนตร์ ตลอดจนถึงการแสดงคอนเสิร์ต ดนตรี และมหรสพต่างๆ
7.ใช้ในช่วงยุติการกระจายเสียงประจำวันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย
8.ใช้ในช่วงเริ่มต้นและยุติการแพร่ภาพออกอากาศประจำวัน ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย หรือในช่วงเปลี่ยนแปลงวันออกอากาศไปสู่วันใหม่ (ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถานี)
เพลงสรรเสริญพระบารมีที่ถูกบันทึกเสียงเก่าแก่ที่สุดในโลกนั้นมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นการบันทึกเสียงในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นการบันทึกเสียงแบบบรรเลงดนตรีไทยเดิม โดยคณะนายบุศย์มหินทร์ (Boosra Mahin) หรือเจ้าหมื่นไววรนาถ เมื่อครั้งรอนแรมไปแสดงที่สวนสัตว์ ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin Zoo) ประเทศเยอรมันนี ในปีพ.ศ. 2443 (in year 1900) โดยเป็นการบันทึกเสียงลงกระบอกเสียงเอดิสันชนิดไขขี้ผึ้งสีน้ำตาลอ่อนหรือที่เรียกว่า Edison brown blank wax cylinder (แบบเดียวกับที่ชมในคลิป) และบันทึกเสียงโดย Dr. Carl Stumpf ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญการศึกษาเรื่องของเสียงและการบันทึกเสียงในประเทศเยอรมันนี

ที่มา : วิกิพีเดียสาระนุกรมเสรี

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง

อักษรไตรยางค์ อักษรกลาง อักษรต่ำ อักษรสูง


หลักสังเกตคำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต
บาลี
๑ มีสระ ๘ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ

๒ มีพยัญชนะ ๓๓ ตัว (และ อํ ในภาษาบาลี ออกเสียงเป็นอัง เช่น สํ อ่านว่า สัง)
๓ นิยมใช้ “ฬ” เช่น จุฬา กีฬา วิรุฬห์ เป็นต้น
๔ นิยมใช้ “ริ”ระหว่างคำเช่น ภริยา อริยะ จริยา เป็นต้น
๕ มีตัวสะกดตัวตามวรรค
ตัวที่ ๑ สะกด ๑,๒ ตาม เช่น สักกะ มัจฉา
ตัวที่ ๓ สะกด ๓,๔ ตาม เช่น สิทธิ อัชฌา
ตัวที่ ๕ สะกด ตามได้ทุกตัวในวรรคเช่น องค์ กัญญา
๖ ตัดตัวสะกด เอาตัวตามมาเป็นตัวสะกดเช่น
จิตฺต =จิต วุฑฺฒิ= วุฒิ

สันสกฤต
๑ มีสระ ๑๔ ตัว คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา
๒ มีพยัญชนะ ๓๕ ตัว เพิ่ม ศ ษ (และ อํ ในภาษาสันสกฤตอ่านว่า สัม)
๓ นิยมใช้ “ฑ ฒ” เช่น จุฑา กรีฑา ครุฑ วิโรฒ เป็นต้น
๔ นิยมใช้ “ร,รร” เช่นภรรยา อารยะ จรรยา เป็นต้น
๕ ตัวสะกดตามตัวไม่แน่นอน เช่น กัณหา จักษุ
๖ นิยมใช้เคราะห์ เช่น วิเคราะห์ สังเคราะห์
๗ “ณ”ตามหลัง “ร” เช่น นารายณ์ อรุณ พราหมณ์
๘ นิยมใช้คำควบกล้ำ เช่น ปรีดา จักรา บุตรี เป็นต้น

แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม http://www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/main.html

สามัคคีเสวก

ร 6
บทขับเสภาสามัคคีเสวก
ผู้แต่ง พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ลักษณะคำประพันธ์ กลอนเสภา (กลอนสุภาพ)
ตอนวิศวกรรมา เป็นกลอนทั้งหมด ๑๓ บท
ตอน สามัคคีเสวก เป็นกลอนทั้งหมด ๙ บท

บทเสภาสามัคคีเสวก เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่แสดงถึงความสำคัญของศิลปะแขนงต่างๆ อันเป็นมรดกล้ำค่าของชาติ และพลังแห่งความสามัคคี รวมทั้งให้คติเตือนใจแก่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวง โดยมีวิธีการประพันธ์ที่งดงาม สละสลวย และไพเราะ
ซึ่งสามารถปลุกจิตสำนึกให้ผู้อ่านตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะและพลังของความสามัคคีได้ดี

พระมหาชนกชาดก

พระมหาชนก แสดงถึงการบำเพ็ญ วิริยะบารมี คือความพากเพียรเป็นต้นเหตุแห่งความสำเร็จ ใจความสำคัญคือพระมหาชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตก คนทั้งหลายจมน้ำตายบ้าง เป็นเหยื่อของสัตว์น้ำบ้างแต่ะไม่ทรงละความอุตสาหะ ทรงว่ายน้ำดดยกำหนดทิศทางแห่งกรุงมิถิลา ในที่สุดก็รอดชีวิตกลับถึงกรุงมิถิลาได้ครองราชสมบัติ ชาดกเรื่องนี้เป็นที่มาแห่งภาษิตที่ว่า เป็นชายควรเพียรร่ำไป อย่าเบื่อหน่าย(ความเพียร)เสีย.

เตมียชาดก

เตมีชาดก อ่านว่า เต-มี-ยะ-ชา-ดก เป็นพระโพธิสัตว์ที่เสวยชาติเป็นพระเตมีย์ โอรสในพระราชกาสิกราช แห่งกรุงพาราณสี เมื่อมีพระชมมายุเพียง ๑ เดือน ก็ทรงตระหนักว่าการเกิดเป็นกษัตริย์ต้องทำบาป ต้องสั่งลงโทษผู้อื่นที่กระทำผิด จึงอธิฐานทำตนเป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยเสียขา พระบิดาจึงให้โหรหลวงทำนาย ได้ความว่า พระองค์เป็นกาลกินีแก่ราชวงศ์ให้นำไปฝังทั้งเป็น แต่ก่อนที่พระองค์จะถูกฝังก็แสดงพระองค์ให้เป็นว่าไม่ได้เป็นคนพิการ ทรงเดินได้เป็นปกติ และยังยกรถด้วยพละกำลังอันเป็นพระบารมี และเล่าความจริงให้สารถีที่กำลังขุดหลุมเพื่อฝังพระองค์ว่า พระองค์ไม่ต้องการเสวยราชสมบัติ จึงแกล้งทำเป็นคนพิการ ต่อจากนั้นจึงได้เสด็จออกผนวช ชาดกเรื่องนี้้ เน้นให้เห็นการบำเพ็ญ “เนกขัมบารมี” คือการละทิ้งราชสมบัติ

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า กับ นกแสก

เรื่อง นกแสกกับความเชื่อ
ในบรรดาวรรณคดีไทยที่เอ่ยถึงนกแสก คงไม่มีวรรณคดีเรื่องใดจะมีถ้อยคำและเนื้อหาสละสลวย
มากเท่ากลอนดอกสร้อยข้างล่างนี้จากกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า ของพระยาอุปกิตศิลปสารมีความ
ไพเราะจับใจผู้อ่าน รวมทั้งผมด้วยตลอดมา จนทำให้ผมจดจำได้จนถึงทุกวันนี้
นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ
อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา
เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา
ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมันเอย
กลอนดอกสร้อยบทนี้ สะท้อนให้เห็นชีวิตของนกแสกได้เป็นอย่างดีว่า ผูกพันอยู่กับวัดวาอาราม และป่าช้ามากเพียงใด จนทำให้เรื่องราวของนกแสกมักจะเกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจและความตายอยู่เสมอๆ ชาวบ้านมักเชื่อกันว่า ถ้าหากนกแสกบินไปเกาะที่หลังคาบ้านใครที่มีคนนอนป่วยเพื่อรอวันตายอยู่ จะมีคนตายในบ้านหลังนั้นทันที ด้วยเหตุนี้ในเวลาที่ใครได้เห็นนกแสก มักจะเข้าใจเอาเองว่า ได้เห็นภูตผีปีศาจ หรือเชื่อว่ามีภูตผีปีศาจอยู่ใกล้ๆ จนเกิดอาการหวาดกลัวเมื่อได้เห็นนกแสก
นกแสกเป็นนกในวงศ์ Tytonidae คนละวงศ์กับนกเค้าต่างๆ ซึ่งอยู่ในวงศ์ Strigidae แต่รูปร่างหน้าตา โดยทั่วๆ ไปคล้ายคลึงกับนกเค้า ลำตัวตั้งตรง และสอบมาทางด้านท้าย คอสั้นมาก หัวโตและกระหม่อมแบน ใบหน้าก็แบนมากซึ่งเห็นได้ชัดถ้าหากมองทางด้านข้าง ดวงตาเล็กอยู่ทางด้านหน้าของหัวรอบๆ ดวงตามีขนซึ่งเรียงออกไปดูคล้ายกับจานครึ่งวงกลม เรียกกันว่า วงหน้า (facial disc) เมื่อวงหน้าทั้งสองมาชนกันที่กึ่งกลางหน้าจึงทำให้เห็นใบหน้าของมันเป็นรูปหัวใจ ปากเป็นข้องุ้มใช้ในการฉีกเหยื่อ
นกแสกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tyto alba ชื่อสกุลคือ Tyto เพี้ยนมาจากคำว่า tuto ในภาษากรีก
ซึ่งหมายถึง นกเค้า ส่วนชื่อชนิดคือ alba มาจากคำว่า albus ในภาษาละติน ซึ่งแปลว่า สีขาว รวมความ
แล้วจึงแปลว่านกเค้าสีขาว เพราะขนส่วนใหญ่เป็นสีขาว โดยเฉพาะใต้ปีกซึ่งขาวมาก ในเวลาที่นกแสกบินผ่านหน้าเราไปในยามค่ำคืนอันมืดมิด เราจึงเห็นเป็นนกขนาดใหญ่สีขาวๆ บินผ่านหน้าเราไปอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ ใครที่มองไม่ค่อยทันจึงมักทึกทักเอาว่า ได้เห็นภูตผีปีศาจลอยผ่านหน้าไป
ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านถือว่า นกแสกเป็นพาหนะของพญายม เทพเจ้าแห่งความตาย
ที่จะพาวิญญาณของคนตายไปสู่ยมโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 เคยมีข่าวว่า พระภิกษุที่วัดเหมืองหม้อ จังหวัดแพร่ ได้จับนกแสกที่ทำรังอยู่ในซอกใต้หลังคาวิหารเอามาขังกรง เพราะชาวบ้านใน
ละแวกนั้นต่างพากันหวาดกลัวว่าเป็นนกปีศาจ จนกลายเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับหนึ่ง
ในต่างประเทศ นกแสกก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายเช่นกัน ในอิตาลี บนเกาะซิซิลี(Sicily) ชาวบ้านเชื่อว่า ถ้าหากนกแสกส่งเสียงร้องใกล้ๆ บ้านหลังใดซึ่งมีคนนอนป่วยอยู่ คนนอนป่วย
ในบ้านหลังนั้นจะตายภายใน 3 วัน แต่ถ้าในบ้านหลังนั้นไม่มีคนนอนป่วยอยู่ คนในบ้านหลังนั้นจะมี
อาการเจ็บป่วย เพราะต่อมทอนซิล (tonsil) อักเสบ
อย่างไรก็ดี ชาวโรมันและชาวกรีกโบราณถือกันว่า นกแสกเป็นนกที่บอกลางร้ายเท่านั้น และ
ความเชื่อเช่นนี้ยังสืบทอดติดต่อกันมาจนถึงชาวอังกฤษและชาวยุโรปชาติอื่นๆ อีกด้วย แต่ในประเทศ ฝรั่งเศสตอนใต้ นกแสกกลับกลายเป็นนกที่บอกลางดี เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่า ถ้าหากมีนกแสกมาส่งเสียงร้องอยู่ในปล่องไฟของบ้านหลังใดที่มีหญิงกำลังตั้งครรภ์ หญิงคนนั้นจะให้กำเนิดทารกเป็นเด็กผู้หญิง แต่ถ้าหากโยนเกลือเข้าไปในกองไฟในเตาผิงแม้เพียงเล็กน้อย หญิงคนนั้นจะให้กำเนิดทารกเป็นเด็กผู้ชาย
ชาวอังกฤษเรียกนกแสกว่า Barn Owl ซึ่งแปลว่า นกเค้ายุ้งฉาง เพราะในทวีปยุโรปและทวีปเอเชียตอนเหนือ นกแสกชอบเข้าไปเกาะหลับนอนหรือทำรังวางไข่อยู่ในคอกปศุสัตว์หรือยุ้งฉาง (barn) แต่นกแสกสามารถปรับตัวเข้าไปเกาะหลับนอนและทำรังวางไข่อยู่ได้แทบทุกแห่งที่มีลักษณะเป็นโพรง ช่อง ซอก หรือถ้ำ แม้แต่ในอุโมงค์ลึกใต้ดิน นกแสกก็ยังบินเข้าไปเกาะหลับนอนหรือทำรังวางไข่ได้ และยังพบได้ทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย และพบได้ทั่วทุกทวีปด้วย ยกเว้นเฉพาะทวีปแอนตาร์คติกที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเขตร้อนของโลก แต่ไม่ค่อยแพร่กระจายเข้าไปในเขตอบอุ่น